เปิดดีล การค้า “ไทย-สหรัฐ” ไทย ต้องซื้อ เครื่องบินสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท
เปิดดีล การค้า “ไทย-สหรัฐ” ไทย

เปิดดีล การค้า “ไทย-สหรัฐ” ไทย ต้องซื้อ เครื่องบินสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท นำเข้าสินค้าเกษตร มูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านบาทต่อปี และ นำเข้าพลังงาน อีก 1.8 แสนล้านบาทต่อปี ในขณะที่ สหรัฐฯ ยังคง อัตราการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยที่ 19%

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ทำเนียบขาว (The White House) ได้เผยแพร่เอกสาร “Joint Statement on a Framework for a United States–Thailand Agreement on Reciprocal Trade” หรือ ว่าด้วยกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกาและราชอาณาจักรไทย ในหลายประเด็น

โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ คือ ประเทศไทย จะยกเลิกอุปสรรคทางภาษี (tariff barriers) ประมาณ 99% ของสินค้าทั้งหมด ครอบคลุมทั้งสินค้าอุตสาหกรรม อาหาร และ สินค้าเกษตรจากสหรัฐ โดยสหรัฐอเมริกา ยังคง จัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยที่ 19%

นอกจากนี้ประเทศไทย ยังทำข้อตกลง การจัดซื้อสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพดอาหารสัตว์ กากถั่วเหลือง และ DDGS (ผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตเอทานอล) มูลค่าประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 8 หมื่นล้านบาทต่อปี)

รวมทั้งต้องมีการจัดซื้อผลิตภัณฑ์พลังงาน เช่น LNG, น้ำมันดิบ และเอเทน (ethane) มูลค่าประมาณ 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 1.8 แสนล้านบาทต่อปี) และ ไทยต้องมีการจัดซื้อเครื่องบินสหรัฐ จำนวน 80 ลำ มูลค่ารวม 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณกว่า 6 แสนล้านบาท) โดยมีเป้าหมายการลงนามฉบับสมบูรณ์ภายในสิ้นปี 2568

ในขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา ในปี 2567 อยู่ที่ 74.48 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2.53 ล้านล้านบาท) โดยเป็นการส่งออกจากไทยไปสหรัฐอเมริกา คิดเป็นมูลค่ารวม 54.95 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.86 ล้านล้านบาท)

 

ทำเนียบขาว เปิดดีล  การค้า “ไทย-สหรัฐ”

การรายงานของ ทำเนียบขาว (The White House) ระบุว่า เอกสาร “Joint Statement on a Framework for a United States–Thailand Agreement on Reciprocal Trade” หรือว่าด้วยกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกาและราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

สหรัฐอเมริกา และราชอาณาจักรไทย เห็นพ้องร่วมกันในกรอบข้อตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน (Framework for an Agreement on Reciprocal Trade) เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคี ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกของทั้งสองประเทศเข้าถึงตลาดของอีกฝ่ายได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนฉบับนี้จะต่อยอดจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ยาวนานระหว่างทั้งสองประเทศ ได้แก่

  • สนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–สหรัฐ (U.S.–Thailand Treaty of Amity and Economic Relations) ที่ลงนามในปี 1966 และ
  • กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนไทย–สหรัฐฯ (U.S.–Thailand Trade and Investment Framework Agreement) ที่ลงนามในปี 2002

ประเด็นสำคัญของข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน

การลดภาษีศุลกากร

ไทย ยกเลิก อุปสรรคทางภาษี 99%

สหรัฐฯ ยืน อัตราภาษีที่ 19%

  • ไทยจะยกเลิกอุปสรรคทางภาษี (tariff barriers) ประมาณ 99% ของสินค้าทั้งหมด ครอบคลุมทั้งสินค้าอุตสาหกรรม อาหาร และสินค้าเกษตรจากสหรัฐ
  • สหรัฐจะยังคงอัตราภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) สำหรับสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากไทยไว้ที่19% ตามคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order 14257 ลงวันที่ 2 เมษายน 2568 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) พร้อมทั้งจะระบุสินค้าบางรายการใน “ภาคผนวก III” ของคำสั่งฝ่ายบริหาร 14346 (ลงวันที่ 5 กันยายน 2568 เรื่อง Potential Tariff Adjustments for Aligned Partners) เพื่อให้ได้รับ อัตราภาษีตอบโต้ 0%

การขจัดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers)

ไทย รับมาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์ และ ยา ของสหรัฐ

สหรัฐและไทยจะร่วมมือกันแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี โดยไทยให้คำมั่นว่าจะดำเนินการดังนี้

  • ยอมรับรถยนต์ที่ผลิตตามมาตรฐานความปลอดภัยและการปล่อยมลพิษของสหรัฐฯ
  • ยอมรับใบรับรองจากสำนักงานอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐ รวมถึงใบอนุญาตการตลาดก่อนหน้า (prior marketing authorizations) สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์ยาว่าเพียงพอต่อข้อกำหนดของไทย
  • ออกใบอนุญาตนำเข้าเอทานอลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง (ethanol for fuel) จากสหรัฐฯ
  • แก้ไขกฎหมายศุลกากรของไทยเพื่อยกเลิกระบบรางวัลเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ผูกกับค่าปรับและการละเมิดกฎหมายศุลกากร
  • นำแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี (good regulatory practices) มาใช้และบังคับใช้จริง

การเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร ไทยให้สหรัฐ

ไทยจะดำเนินการแก้ไขและป้องกันอุปสรรคต่อสินค้าเกษตรและอาหารของสหรัฐ เช่น

  • เร่งให้มีการเข้าถึงตลาดสำหรับเนื้อและสัตว์ปีกที่ผ่านการรับรองจาก FSIS (Food Safety and Inspection Service) ของสหรัฐ
  • กำหนดมาตรการด้านสุขอนามัยและพืชอนามัย (SPS) ให้เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์และการประเมินความเสี่ยง โดยเฉพาะสินค้าประเภทธัญพืชแห้ง (เช่น DDGS – dried distiller grains with solubles)
  • ยอมรับใบรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐตามที่ตกลงไว้ในปัจจุบัน

ไทย รับ มาตรฐานแรงงานสากล

ทั้งสองประเทศจะร่วมกันกำหนดข้อผูกพันในการคุ้มครองสิทธิแรงงานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดย

  • ไทยจะปรับปรุงกฎหมายให้ แรงงานมีสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มและเจรจาต่อรองได้อย่างสมบูรณ์
  • เสริมสร้างการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน โดยเฉพาะในภาคส่วนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการใช้แรงงานบังคับหรือแรงงานเด็ก

เปิดดีล การค้า “ไทย-สหรัฐ” ไทย รับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

ไทยให้คำมั่นว่าจะคงไว้และยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวมถึง

  • ดำเนินมาตรการต่อต้านการค้าผลิตภัณฑ์ไม้ที่ตัดอย่างผิดกฎหมาย
  • สนับสนุนเศรษฐกิจที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ยอมรับและดำเนินการตามความตกลงของ WTO ว่าด้วยการอุดหนุนภาคประมง (Agreement on Fisheries Subsidies)
  • ปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย

ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)

ทั้งสองประเทศจะสรุปพันธกรณีในด้านทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (geographical indications) โดยไทยจะดำเนินการ

  • แก้ไขปัญหาการละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์
  • จัดการกับองค์กรบริหารสิทธิรวม (collective management organizations) ที่ไม่โปร่งใส
  • ป้องกันการหลีกเลี่ยงมาตรการป้องกันทางเทคโนโลยี
  • แก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจดสิทธิบัตร

การค้าและบริการดิจิทัล ไทยไม่เก็บภาษี บริการดิจิทัล

ไทยให้คำมั่นว่าจะ

  • ไม่เก็บภาษีบริการดิจิทัล (Digital Services Tax) หรือใช้มาตรการที่เลือกปฏิบัติต่อบริการและผลิตภัณฑ์ดิจิทัลของสหรัฐฯ
  • อนุญาตให้มีการถ่ายโอนข้อมูลอย่างเสรีข้ามพรมแดนที่เชื่อถือได้ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ
  • สนับสนุนการคงการระงับการเก็บภาษีศุลกากรสำหรับการส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (moratorium on customs duties on electronic transmissions) ภายใต้ WTO
  • ไม่กำหนดโควตาฉายภาพยนตร์(screen quotas) ในประเทศ
  • ผ่อนคลายข้อจำกัดการถือครองหุ้นของนักลงทุนสหรัฐในภาคโทรคมนาคมของไทย
  • ยกเลิกข้อกำหนดการประมวลผลธุรกรรมในประเทศ สำหรับธุรกรรมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศของบัตรเดบิตที่ออกในไทย

รัฐวิสาหกิจและการบิดเบือนทางการค้า

ทั้งสองประเทศจะร่วมกันแก้ไขปัญหาพฤติกรรมของ รัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprises) ที่ทำให้เกิดความบิดเบือนทางการค้า

ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน

สหรัฐและไทยจะเสริมสร้างความร่วมมือด้าน เศรษฐกิจและความมั่นคงระดับชาติ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและสนับสนุนนวัตกรรม

โดยจะดำเนินการร่วมกันเพื่อ

  • แก้ไขพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศที่สาม
  • ร่วมมือด้าน การควบคุมการส่งออก (export controls)
  • รักษาความมั่นคงในการลงทุน (investment security)
  • และป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี (duty evasion)

ข้อตกลงเชิงพาณิชย์ที่จะเกิดขึ้น ระหว่างภาคเอกชนไทย–สหรัฐ

ทั้งสองฝ่ายรับทราบถึง ดีลทางการค้าขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ได้แก่

  • การจัดซื้อสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพดอาหารสัตว์ กากถั่วเหลือง และ DDGS (ผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตเอทานอล) มูลค่าประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
  • การจัดซื้อผลิตภัณฑ์พลังงาน เช่น LNG, น้ำมันดิบ และเอเทน (ethane) มูลค่าประมาณ 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
  • การจัดซื้อเครื่องบินสหรัฐ จำนวน 80 ลำ มูลค่ารวม 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

รายงานระบุว่า การดำเนินการขั้นตอนต่อไป ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ทั้งสองประเทศจะเจรจาและสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนฉบับสมบูรณ์ และเตรียมเอกสารเพื่อการลงนามอย่างเป็นทางการ รวมถึงดำเนินกระบวนการภายในประเทศเพื่อให้ข้อตกลงมีผลบังคับใช้

อ้างอิง : whitehouse.gov

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/trade-war-11102025/

 

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X