
ข้อเสนอ “ลดน้ำมันทันที” ของภาคประชาชนยังไม่ถึงจุดตัดสินใจ หลังการหารือร่วมกับกระทรวงพลังงานผ่านไปแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไม่มีมาตรการปรับลดราคาน้ำมันออกมาในทางปฏิบัติ ขณะที่กระทรวงพลังงานเลือกส่งข้อเสนอเข้าสู่คณะอนุกรรมการภายใต้ กบง. โดยให้เหตุผลว่าโครงสร้างราคาน้ำมันเกี่ยวข้องกับหลายกลไก ทั้งสูตรราคา ค่าการกลั่น ค่าการตลาด การอ้างอิงราคานำเข้า และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนเดินหน้าปรับจริง
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 คณะทำงานภาคประชาชนด้านพลังงาน นำโดย บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค, รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค และปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เข้ายื่นหนังสือถึงเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อขอยุติการประชุมคณะทำงานร่วมเป็นการชั่วคราว โดยมีฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นผู้รับหนังสือแทน
เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มจากการพักเจรจาในวันเดียว แต่เริ่มจากข้อเสนอของภาคประชาชนที่ต้องการให้รัฐปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและลดราคาน้ำมันทันที จากนั้นกระทรวงพลังงานตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อหารือข้อเสนอ มีการประชุมไปแล้ว 2 ครั้ง แต่เมื่อยังไม่มีมาตรการลดราคาน้ำมันออกมา กระทรวงพลังงานจึงส่งข้อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการภายใต้ กบง. ก่อนที่ภาคประชาชนจะประกาศพักการเจรจาชั่วคราว เพราะเห็นว่ากระบวนการศึกษาเพิ่มเติมยังไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนเฉพาะหน้า
ลดน้ำมันทันที คือ ข้อเสนอหลักของภาคประชาชน
ข้อเสนอของภาคประชาชนเริ่มจากการขอให้กระทรวงพลังงานเร่งลดราคาน้ำมันลงทันที สูงสุดกว่า 18 บาทต่อลิตร เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงราคาน้ำมันผันผวน โดยมองว่าโครงสร้างราคาปัจจุบันยังมีต้นทุนส่วนเกิน ทั้งค่าการกลั่น ค่าการตลาด และการอ้างอิงราคานำเข้า
ข้อเสนอหลักที่ถูกหยิบขึ้นมา คือ การกำหนดเพดานค่าการกลั่น การยกเลิกการบวกค่าพรีเมียมนำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์ หรือ Import Parity การปรับค่าการตลาดให้อยู่ในระดับที่ภาคประชาชนเห็นว่าเป็นธรรม และการทบทวนบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ถูกใช้ชดเชยราคาเชื้อเพลิงบางประเภท
บุญยืนกล่าวว่า ภาคประชาชนยังเชื่อมั่นและต้องการให้กำลังใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน แต่เรื่องใดที่ทำได้ก็ควรเร่งทำ ส่วนเรื่องใดที่ยังทำไม่ได้ รัฐควรมีเหตุผลและคำตอบที่ชัดเจนให้ประชาชน
“สิ่งที่ต้องทำได้ก็ต้องทำ ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ และหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว” บุญยืนกล่าว

เจรจา 2 ครั้ง แต่ราคาหน้าปั๊มยังไม่ขยับ
ก่อนหน้าการยื่นหนังสือครั้งนี้ กระทรวงพลังงานตั้งคณะทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งสูตรคำนวณราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าการกลั่น และค่าการตลาด โดยประชุมร่วมกันไปแล้ว 2 ครั้ง
แต่ในมุมของภาคประชาชน การประชุมยังไม่ทำให้เกิดผลในระดับราคาหน้าปั๊ม ทั้งที่ข้อมูลและข้อเสนอสำคัญถูกหยิบยกเข้าสู่โต๊ะเจรจาแล้ว จึงเห็นว่าการหารือไม่ควรถูกยืดออกไปโดยไม่มีมาตรการระยะสั้นมารองรับภาระของประชาชน
ปานเทพอ่านแถลงการณ์ของคณะทำงานร่วมภาคประชาชน โดยระบุว่า ประชาชนกำลังแบกรับภาระจากโครงสร้างราคาน้ำมันที่ไม่เป็นธรรม ขณะที่กำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นและค่าการตลาดยังเกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงราคาน้ำมันผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ปานเทพกล่าวว่า ทุกข์ของประชาชนรอไม่ได้ และประเมินว่าความเสียหายจากราคาน้ำมันที่ควรปรับลดได้เกิดขึ้นวันละ 800 ถึง 1,000 ล้านบาท หากรัฐสามารถปรับโครงสร้างราคาน้ำมันได้ภายใน 7 วัน ประชาชนจะได้รับการบรรเทาภาระทันที แต่หากปล่อยให้ยืดเยื้อไปอีก 1 เดือน ภาระดังกล่าวอาจเพิ่มเป็น 24,000 ถึง 30,000 ล้านบาท
พลังงานตั้งอนุฯ กบง. ศึกษาโครงสร้างราคาที่ซับซ้อน
ฝั่งกระทรวงพลังงานระบุว่า หลังการประชุมคณะทำงานร่วม 2 ครั้ง และได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว เอกนัฏสั่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของข้อเรียกร้องต่าง ๆ อย่างละเอียด ก่อนดำเนินการปรับแก้โครงสร้างราคาจริง
คณะอนุกรรมการชุดนี้มีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน และมีนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ซึ่งกระทรวงพลังงานระบุว่ามีความรู้ด้านพลังงานและมีความเป็นกลาง เข้าร่วมเป็นอนุกรรมการ ได้แก่ รศ.เจษฎ์ โทณะวานิช, ภาณุรัช ดำรงไทย และอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์
เหตุผลที่กระทรวงพลังงานยกขึ้นมาอธิบายคือ ข้อเสนอปรับโครงสร้างราคาน้ำมันไม่ได้เป็นเพียงการขอลดราคาหน้าปั๊ม แต่เกี่ยวข้องกับหลายกลไกในระบบพลังงาน ทั้งสูตรคำนวณราคาน้ำมัน ค่าการกลั่น ค่าการตลาด การอ้างอิงราคานำเข้า และบทบาทกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จึงต้องนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาที่มีฐานอำนาจตามกลไก กบง. พร้อมให้นักวิชาการร่วมวิเคราะห์ผลกระทบ
“กระทรวงพลังงานพร้อมรับฟังและให้ความสำคัญกับทุกเสียงสะท้อนของภาคประชาชน ซึ่งหลังจากมีการประชุมคณะทำงานฯ ไปแล้ว 2 ครั้ง เห็นว่าเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและการทำงานที่รวดเร็ว ได้สั่งการตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้ กบง. ที่มีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่านมาวิเคราะห์ กลั่นกรอง และให้ความเห็น เพื่อช่วยให้การศึกษาข้อเสนอต่าง ๆ เป็นไปอย่างรอบคอบและมีหลักวิชาการรองรับ และเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย” เอกนัฏกล่าว
ภาคประชาชนพักเจรจา ชี้ทุกวันที่ล่าช้าคือภาระประชาชน
เมื่อข้อเสนอลดราคาน้ำมันทันทีถูกส่งเข้าสู่กระบวนการศึกษาเพิ่มเติม ภาคประชาชนจึงประกาศพักบทบาทในคณะทำงานร่วมเป็นการชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่า ปัญหาราคาน้ำมันมีต้นทุนเกิดขึ้นทุกวัน และหลายข้อเสนอเป็นเรื่องที่รัฐควรตัดสินใจเชิงนโยบายได้ทันที
ภาคประชาชนเห็นว่า คณะทำงานร่วมไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการตัดสินใจปรับราคา ต้องรอการพิจารณาของ กบง. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน การพักเจรจาครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณให้กระทรวงพลังงานเร่งขยับจากการศึกษา ไปสู่มาตรการที่มีผลต่อราคาน้ำมันจริง
ปานเทพยืนยันว่า ปัญหานี้ไม่ควรรอถึง 1 เดือน เพราะทุกวันที่ผ่านไปคือภาระของประชาชน ผู้ใช้น้ำมันยังต้องจ่ายราคาแพงจากโครงสร้างที่ภาคประชาชนเห็นว่าไม่เป็นธรรม หากกระทรวงพลังงานตระหนักว่าปัญหานี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ก็ควรเร่งดำเนินการโดยเร็ว
เปิดสูตรลดราคา เบนซิน 95 ลงได้กว่า 18 บาทต่อลิตร
ข้อเสนอหลักที่ภาคประชาชนต้องการให้ดำเนินการทันที ประกอบด้วย การกำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่เกิน 7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 1.42 บาทต่อลิตร การยกเลิกการบวกค่าพรีเมียมนำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์ หรือ Import Parity และการปรับค่าการตลาดกลับสู่ระดับที่ภาคประชาชนเห็นว่าเป็นธรรม โดยดีเซลอยู่ที่ 1.50 บาทต่อลิตร และเบนซินอยู่ที่ 1.85 บาทต่อลิตร
ปานเทพระบุว่า หากดำเนินการตามข้อเสนอทั้งหมด จะทำให้ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ลดลงจาก 52.49 บาทต่อลิตร เหลือ 34.27 บาทต่อลิตร หรือลดลงกว่า 18.22 บาทต่อลิตรทันที
เขายังกล่าวด้วยว่า โรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามโดยตรง แต่ได้รับผลประโยชน์จากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก โดยอ้างว่าในเดือนเมษายน 2569 ค่าการกลั่นเคยพุ่งสูงถึง 17.50 บาทต่อลิตร ขณะที่ค่าการกลั่นมาตรฐานของสิงคโปร์อยู่ที่ 0.81 ถึง 1.42 บาทต่อลิตร ส่งผลให้โรงกลั่น 5 แห่งมีกำไรสุทธิไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 200 ถึง 900%
รสนาชี้ต้องตรวจทั้งกองทุนน้ำมันและกำไรจากสต็อกเก่า
รสนากล่าวว่า ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา คนไทยต้องจ่ายค่าพรีเมียมและต้นทุนสมมติให้กับโรงกลั่น ทั้งที่ไม่ได้มีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจริง โดยประเมินว่ามีเม็ดเงินสะสมมากกว่า 500,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ส่วนเกินจากโครงสร้างราคาน้ำมันที่เอื้อประโยชน์ให้โรงกลั่นมาอย่างยาวนาน
รสนายังวิจารณ์การใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาชนมองไม่เห็นต้นทุนพลังงานที่แท้จริง โดยระบุว่ากองทุนถูกใช้เพื่ออุดหนุนเชื้อเพลิงบางประเภท เช่น LPG และน้ำมันชีวภาพ ขณะที่ภาระดังกล่าวถูกผลักให้ผู้ใช้น้ำมันทั้งประเทศเป็นผู้แบกรับผ่านการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุน
“กองทุนน้ำมันฯ ไม่ควรเป็นกล่องเวทมนตร์ที่ใช้เล่นกลกับตัวเลข จนประชาชนมองไม่เห็นต้นทุนที่แท้จริง ทุกวันนี้มีการล้วงเงินจากกระเป๋าประชาชนผ่านกลไกกองทุนน้ำมันฯ เพื่ออุดหนุนผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงานบางกลุ่ม ขณะที่กองทุนติดลบต่อเนื่อง และประชาชนยังต้องซื้อน้ำมันในราคาแพง” รสนากล่าว
รสนาย้ำว่า การดำเนินคดีกับผู้กักตุนน้ำมันเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะความเสียหายหลักเกิดจากระบบราคาที่เปิดให้ผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นได้รับกำไรส่วนเกินจากการนำสต็อกน้ำมันเก่ามาขายในราคาใหม่ จึงควรพิจารณามาตรการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินจากผู้ค้า ตั้งแต่ผู้ค้าส่งจนถึงสถานีบริการน้ำมัน

เอกนัฏยืนยันไม่ได้นิ่งเฉย ลดหน้าโรงกลั่นแล้ว พร้อมลุย DSI
เอกนัฏกล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุสงครามสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน กระทรวงพลังงานได้สั่งการให้ลดราคาหน้าโรงกลั่นเพื่อช่วยเหลือประชาชน คิดเป็นมูลค่าเกือบ 10,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามกำกับดูแลด้านพลังงาน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย
ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานยังคงประสานงานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เพื่อเร่งรัดดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ประกอบการที่มีพฤติกรรมกักตุนสินค้าพลังงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเบิกจ่ายเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยมิชอบ และป้องกันความเสียหายต่อสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
“ผมจะไม่มีการประนีประนอมกับผู้ที่เอาเปรียบประเทศชาติ มีการทำงานร่วมกับ DSI เพื่อทลายขบวนการกักตุนสินค้า ผมจะเร่งดำเนินการจนถึงที่สุด เพื่อปกป้องเงินของประเทศและรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน” เอกนัฏกล่าว
ฐิติภัสร์กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพลังงานรับข้อเสนอของภาคประชาชนทั้งหมดไปพิจารณา และจะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยมีกรอบเวลาประมาณ 1 เดือน ขณะเดียวกัน กรมธุรกิจพลังงานอยู่ระหว่างตรวจสอบสต็อกน้ำมันย้อนหลัง และพฤติการณ์ของผู้ประกอบการที่อาจเกี่ยวข้องกับการกักตุนน้ำมัน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
คำถามที่ยังค้าง รัฐจะลดภาระระหว่างรอศึกษาอย่างไร
ในทางหนึ่ง กระทรวงพลังงานยืนยันว่าข้อเสนอมีความซับซ้อนและต้องพิจารณาตามกลไก กบง. อีกทางหนึ่ง ภาคประชาชนเห็นว่าปัญหาราคาน้ำมันแพงมีต้นทุนเกิดขึ้นทุกวัน และไม่ควรรอให้การศึกษาโครงสร้างระยะยาวเสร็จก่อนจึงค่อยมีมาตรการช่วยประชาชน
คำถามที่ยังรอคำตอบจึงอยู่ที่มาตรการระยะสั้น ระหว่างที่คณะอนุกรรมการ กบง. ใช้เวลาศึกษาโครงสร้างราคา กระทรวงพลังงานจะมีแนวทางใดเพื่อลดภาระราคาน้ำมันให้ประชาชนได้ทันที หรืออย่างน้อยต้องอธิบายให้ชัดว่า ข้อเสนอใดทำได้ ข้อเสนอใดยังทำไม่ได้ และเหตุผลอยู่ตรงไหน
X-Info: ข้อเสนอแก้วิกฤตพลังงาน ก่อนมาถึงปมลดน้ำมันทันที
ก่อนข้อเสนอ “ลดน้ำมันทันที” จะกลายเป็นแรงกดดันรอบล่าสุด ภาคประชาชนเคยวางโจทย์ใหญ่เรื่องวิกฤตพลังงานไว้ตั้งแต่ต้นปี 2569 โดยมองว่าพลังงานแพงไม่ได้กระทบเฉพาะราคาน้ำมัน แต่ส่งต่อไปถึงค่าไฟ ค่าเดินทาง และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นทั้งระบบ
ข้อเสนอแก้วิกฤตพลังงานของภาคประชาชนจึงมีทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้นเน้นลดภาระค่าครองชีพ เช่น ลดต้นทุนการเดินทาง คุมราคาสินค้า และป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา ส่วนระยะยาวเน้นรื้อโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น ทั้งน้ำมัน ไฟฟ้า กองทุนน้ำมัน และต้นทุนแฝงในระบบพลังงาน
ต่อมาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ภาคประชาชนยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อกระทรวงพลังงานภายใต้แนวคิด “แพงไม่ไหวแล้ว” ขอให้รื้อโครงสร้างราคาพลังงานภายใน 7 วัน โดยประเมินว่าจะช่วยลดราคาน้ำมันได้ทันทีไม่ต่ำกว่า 7 บาทต่อลิตร ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอแก้วิกฤตพลังงานทั้งระบบ แต่หยิบประเด็นน้ำมันขึ้นมาเป็นมาตรการเร่งด่วน เพราะเป็นต้นทุนที่กระทบค่าเดินทางและราคาสินค้าโดยตรง
ข้อเสนอเร่งด่วน 5 ข้อในขณะนั้น ได้แก่ การยกเลิกสูตรคำนวณราคาน้ำมันแบบเทียบเท่าการนำเข้า หรือ Import Parity, การกำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่เกิน 1.48 บาทต่อลิตรและตรวจสอบทุก 3 เดือน, การปรับโครงสร้างการใช้พลังงานชีวภาพ, การควบคุมค่าการตลาดน้ำมันให้อยู่ในระดับที่เป็นธรรม และการแก้ปัญหากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อนำไปสู่การยุติการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเข้ากองทุน
แกนของข้อเสนออยู่ที่การตัดต้นทุนสมมติออกจากโครงสร้างราคาน้ำมัน เช่น ค่าพรีเมียมนำเข้า ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าปรับคุณภาพน้ำมัน และต้นทุนอ้างอิงที่ผูกกับราคานำเข้า ทั้งที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นในประเทศ ภาคประชาชนจึงมองว่าหากปรับสูตรอ้างอิงราคาใหม่ พร้อมลดค่าการกลั่นและค่าการตลาด จะสามารถลดราคาหน้าปั๊มได้ทันที โดยไม่ต้องรอการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานทั้งระบบให้เสร็จก่อน
การพักเจรจาในข่าวล่าสุดจึงเป็นภาพต่อของข้อเสนอแก้วิกฤตพลังงานที่ภาคประชาชนผลักดันต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการกดดันเฉพาะราคาน้ำมันวันใดวันหนึ่ง แต่เป็นคำถามต่อรัฐว่า ระหว่างรอการศึกษาโครงสร้างระยะยาว จะมีมาตรการใดลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้ทันที
ข้อมูลเพิ่มเติม : ฐานข้อมูลพลังงาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : พลังงานแพง
