
สภาพัฒน์ฯ ประเมิน สงครามอ่าวฯ ยืดเยื้อ ดันน้ำมันพุ่งแตะ 125 เหรียญฯ โจทย์ใหญ่ ท้าทายรัฐบาลใหม่
BangkokX Team
ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในงาน เสวนา “โจทย์ใหญ่ประเทศไทย ความท้าทายของรัฐบาลใหม่” ในงานวันนักข่าว “Thai Journalists Association 71st Anniversary” ฉลองครบรอบ 71 ปี ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่จัดโดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่า
โจทย์สำคัญของ ประเทศไทย ในการสร้าง ‘ภูมิคุ้มกัน’ (Resilience) เพื่อรับมือกับ ปัจจัยกระทบ จากภายนอก ทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ และ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะสงคราม พร้อมย้ำถึงความจำเป็น ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อ ทั้งภาคประชาชน และนักลงทุนต่างชาติ โดยมุ่งเน้น การวางระบบที่เป็น มาตรฐานสากล เพื่อยกระดับ ขีดความสามารถ ในการแข่งขัน
เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ระบุว่า กุญแจสำคัญในการสร้าง ‘ความไว้วางใจและความเชื่อมั่น’ (Trust and Confidence) ต่อรัฐบาลชุดใหม่ ขึ้นอยู่กับ การจัดสรรรายชื่อ คณะรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำเรื่อง การคัดเลือกบุคลากร ที่มีทั้ง ความรู้ความสามารถ ควบคู่ไปกับ คุณธรรมจริยธรรม ที่สำคัญ ควรเปิดโอกาสให้ ‘คนรุ่นใหม่’ เข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนนโยบายแทนกลุ่มการเมืองเดิม เพื่อสร้างมิติใหม่ในการบริหารประเทศ

สภาพัฒน์ฯ ประเมิน สงครามอ่าวฯ ยืดเยื้อ
โจทย์ใหม่ สถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซีย ดนุชา ได้ประเมินไว้ 2 ฉากทัศน์ (Scenario)
1.จบภายใน 1 เดือน ราคาน้ำมันดิบจะขึ้นไปเป็น 100 เหรียญต่อบาร์เรล
และ 2.กรณีลากยาว ยืดเยื้อ และมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันดิบจะขึ้นไปเป็น 125 เหรียญต่อบาร์เรล
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะอุดหนุนราคาน้ำมันได้นานมากน้อยแค่ไหน ดนุชา กล่าวว่า รัฐบาลได้ประกาศ ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ลิตรละ 29.94 บาท เป็นระยะเวลา 15 วัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
“เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อเปรียบเทียบกับ ‘สงคราม 12 วัน’ ในเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งในขณะนั้นราคาน้ำมันไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากพื้นที่ขัดแย้งอยู่ห่างจาก แหล่งผลิต แต่ สถานการณ์ปัจจุบัน พบว่า ความขัดแย้งเกิดขึ้น ‘ใจกลางแหล่งผลิตพลังงาน’ โดยตรง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันในตลาดยังคงปรับตัวขึ้นช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากสภาวะ อุปทานล้นตลาด (Over-supply) ในระดับโลก”
ต่อข้อซักถามที่ว่า หากเกิดสถานการณ์ชะงักงัน จนไม่สามารถนำเข้าน้ำมัน ได้ ประเทศไทย จะมีพลังงานสำรอง ใช้ได้นานเพียงใด เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ระบุว่า ปัจจุบันเรามีสำรองน้ำมัน ใช้ได้ประมาณ 95 วัน ซึ่งถือว่า อยู่ในระดับที่น่าเบาใจ ได้ในช่วง 2 เดือนแรก
นอกจากนี้ยังมีสัดส่วน การนำเข้า จากแหล่งอื่น นอกตะวันออกกลาง อีก 40% โดยทาง ปตท. ได้เร่งดำเนินการ จัดซื้อเพิ่มเติมแล้ว ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ต้องเร่งจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุด
“เพื่อหลีกเลี่ยง ผลกระทบต่อ ความล่าช้า ในการจัดทำ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเร่งจัดตั้ง รัฐบาลให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอาจจะได้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้” ดนุชา ระบุ พร้อมขอให้คนไทยทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงาน คาดว่า รัฐบาลนำเรื่องนี้เข้าประชุมคณะรัฐมนตรี
ทีดีอาร์ไอ แนะรัฐบาลใหม่ คัดคนมีฝีมือนั่งกระทรวงเกรดเอ
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงาน เสวนาเดียวกัน ว่า ประเทศไทยมีโจทย์จำนวนมาก แต่โจทย์ร่วมกับ หลายประเทศ อาทิ เรื่องของสงครามการค้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งคนทั้งโลกต้องแก้ไข
“สำหรับประเทศไทย ก็มีโจทย์เฉพาะ คือ เรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ที่ถือว่า โตต่ำว่าค่าเฉลี่ยของโลกมาก เรื่องของสังคมสูงอายุ ซึ่งมีข้อมูลล่าสุดว่า คนไทยที่มีอายุ 100 ปี ขึ้นไป มีมากกว่า 3.5 หมื่นคน รวมถึงถึงเรื่องปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น”
ดร.สมเกียรติ ระบุถึงความท้าทายของรัฐบาลชุดใหม่ ท่ามกลางข้อกังขาด้านความโปร่งใสของการเลือกตั้ง การที่พรรคแกนนำตั้งรัฐบาลได้รับความเชื่อมั่นจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาช่วยงาน ถือเป็นสัญญาณบวก โดยเน้นย้ำว่า การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงสำคัญต่อจากนี้ ต้องคัดเลือกบุคคลที่มีทั้ง “ฝีมือ” และเป็นที่ยอมรับจากสังคม เพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่รัฐบาล
“ช่วงแรกของการเป็นรัฐบาล อย่าให้มีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับ การทุจริต คอร์รัปชั่น จนทำให้ประชาชนเสียความมั่นใจ หรือ เหตุที่จะกระทบความเชื่อมั่น การป้องกันเหตุการณ์ ก่อการร้าย การควบคุมด้านรายจ่าย ภาระทางการเงินการคลัง ที่มีผลต่อการถูกลดเครดิตเรตติ้ง” ประธาน ทีดีอาร์ไอ เสนอแนะ และเห็นว่า รัฐบาลชุดใหม่ ในภาวะไม่ปกติแบบนี้ ควรมีกระสุนเผื่อไว้ใช้จ่าย เท่าที่จำเป็น ซึ่งไม่ควรทำโครงการขนาดใหญ่ ที่สำเร็จยาก และ มีงบผูกพันยาว ๆ แม้จะเป็นนโยบายหาเสียง ของหลายพรรคการเมือง แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน รัฐบาลงสามารถอ้างได้ หรือ ยกยอดไปทำเมื่อโอกาสที่เหมาะสมได้
แทรกแซงราคาน้ำมันได้ แต่อย่าทำนาน
สำหรับสงครามความขัดแย้งตะวันออกกลางนั้น ประธานทีดีอาร์ไอ มองว่า สงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล อิหร่าน มีการประเมินอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ และแม้สงครามจะยุติก็ไม่ได้แปลว่า ความเสี่ยงจะยุติลงไปด้วย เพราะสุดท้ายคนไม่พอใจยังมีอยู่อาจเกิดเหตุการณ์การก่อการร้าย ซึ่งโดยรวมมีผลลบต่อเศรษฐกิจโลกแน่นอน โดยเฉพาะราคาพลังงานสูงขึ้น
“ในประเด็นราคาน้ำมัน แม้มาตรการตรึงราคาของรัฐบาลในปัจจุบันจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ แต่ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ประชาชนควรให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงาน ขณะที่นโยบายการแทรกแซงราคาน้ำมันไม่ควรดำเนินการในระยะยาว แต่ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด โดยรัฐบาลอาจแทรกแซงได้เพียงชั่วคราวและต้องค่อยๆ ลดการอุดหนุนลงเพื่อให้ราคาสะท้อนความเป็นจริง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน”
เร่งหาตลาดใหม่ กลุ่มนักท่องเที่ยวอาเซียน
สุดท้ายการปรับตัวของธุรกิจ และทิศทางการท่องเที่ยว ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชัย อรุณานนท์ชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นสถานการณ์โรคระบาดโควิด ภัยธรรมชาติ ภาวะสงคราม มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจท่องเที่ยวทั้งสิ้น
“ผลกระทบจากการสู้รบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในขณะนี้ ปรากฏชัดในรูปของปัญหาการจัดการเที่ยวบินและต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากวิกฤตการณ์ดังกล่าวยังคงไม่คลี่คลาย ผู้ประกอบการและหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวจัดทำแผนเชิงรุกเพื่อหาตลาดใหม่ โดยเฉพาะการกระตุ้นกลุ่มนักท่องเที่ยวภายในอาเซียน (อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน) ให้เข้ามาทดแทน”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/thai-warroom-us-iran/
ที่มาของข้อมูล : https://tja.or.th
