กกร. ชี้ผลกระทบตะวันออกกลาง ฉุดจีดีพีไทยโต 1.3-1.6%
Screenshot 2569-03-04 at 16.30.24

กกร. ชี้ผลกระทบตะวันออกกลาง ฉุดจีดีพีไทยโต 1.3-1.6% ร่วมมือรัฐ-เอกชน เตรียมรับมือต้นทุนพลังงานพุ่ง จากผลระทบความขัดแย้งตะวันออกกลาง

เกรียงไกร  เธียรนุกุล​ ​ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโสสมาคมธนาคารไทย, และ ภูมินทร์ หะรินสุต​​ ​รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าวการประเมินผลกระทบ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และความมั่นคงของโลก

โดยประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ทวีความรุนแรงจะส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ และความมั่นคงของโลก โดยราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ ในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า

นอกจากนี้ ยังกระทบการขนส่งสินค้า รวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือ และการเดินทางทางอากาศ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากราคาพลังงานในประเทศ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจและครัวเรือนที่จะสูงขึ้น

รวมทั้งภาคการท่องเที่ยว ในระยะที่เที่ยวบินที่ผ่านตะวันออกกลางถูกยกเลิก โดยเบื้องต้นสภาพัฒน์ฯ ประเมินว่าการสู้รบในตะวันออกกลาง อาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เติบโตได้เพียง 1.3-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมที่ 2.0% และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ 1.6-2.0% ซึ่งจะต้องทบทวน

อย่างไรก็ดี กกร.ให้ความสำคัญในการเตรียมแนวทางรับมือ จากผลกระทบที่เกิดขึ้นร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา กกร.ได้ร่วมประชุมหารือกับภาครัฐแต่ละหน่วยงาน โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน

เพื่อประเมินสถานการณ์ และเตรียมการรับมือ รวมถึงการสร้างโอกาส จากการที่ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศที่ดี ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และการส่งออก เช่น ด้านความมั่งคงทางอาหาร (Food Security) และบริการด้านสุขภาพ (Medical Hub) เป็นต้น

มาตรการรับมือทุกมิติ

โดยภาพรวมหน่วยงานภาครัฐ ได้กำหนดมาตรการรับมือแต่ละมิติอย่างครอบคลุม อาทิ การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือประชาชนและแรงงานไทย การบริหารจัดการเพื่อป้องกันและแก้ไข ภาวะขาดแคลนน้ำมัน ตลอดจนการบริหารต้นทุนค่าขนส่ง เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจ และประชาชนอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ กกร. ยินดีสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่างๆ ของภาครัฐ พร้อมทั้งช่วยสื่อสารข้อมูล และข้อเท็จจริงจากภาครัฐไปยังภาคธุรกิจและภาคประชาชน ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนรับมือสถานการณ์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า ปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทย อยู่ในระดับ 60วัน ซึ่งถือเป็นระดับที่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเหตุจำเป็นต้องกักตุน แต่ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับประเด็นความไม่แน่นอน จากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ กลับมาอีกครั้ง ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้ Reciprocal Tariffs ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำมาตรา 122 มาใช้ชั่วคราวสำหรับ Universal Tariff ที่ 10%

จับตาภาษีการค้าสหรัฐ

ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีแนวโน้มบังคับใช้ Sectoral Tariffs รวมถึง ขยายผลมาตรา 301 และ 338ในประเด็นการสวมสิทธิ์ของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ จะเผชิญกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยปี 2568 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ กกร. มุ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่ จะใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุน ที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้ง ในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

โดยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ไปพร้อมกับการบรรเทาผลกระทบ ที่มีต่อภาคธุรกิจและครัวเรือน จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะสั้น พร้อมทั้งเร่งกระบวนการงบประมาณ เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบ เน้นเรื่องการ Upskill – Reskill แรงงานมาเข้าระบบเพิ่มเติม ตลอดจนบริหารจัดการ ประเด็นการต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย และมีนายจ้างที่ถูกต้อง ให้มีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจ

รวมทั้งเร่งสนับสนุนการลงทุนใหม่ ที่ยกระดับประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโต และความสามารถในการแข่งขัน ตามแนวทาง “Reinvent Thailand”

​​                          กรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร.

                        2568            2569 (ธ.ค. 68 – ก.พ. 69)          มี.ค. 69

GDP                 2.4                   1.6 – 2.0                               1.6 ถึง 2.0

ส่งออก              12.9                 -1.5 ถึง -0.5                        -1.5 ถึง -0.5

เงินเฟ้อ             -0.1                  0.2 – 0.7                                  0.2 – 0.7

หน่วย: %YoY

ที่มา: สศช. พณ. ประมาณการโดย กกร.

ที่มาของข้อมูล: https://www.jsccib.org/home

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/moc-export-import-middleeast/

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X