รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เม.ย. ลด 3.7% ต้นทุนลูกโซ่กดดัน SMEs
1779252640876

รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนเมษายน 2569 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 85.3 จาก 88.6 ในเดือนมีนาคม หรือลดลง 3.3 จุด คิดเป็นประมาณ 3.7% สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง และค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะต่อ SMEs ที่มีอำนาจต่อรองต่ำและส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้ยากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย วิรัช ฉัตรดรงค์ รองประธาน ส.อ.ท. และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ส.อ.ท. เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนเมษายน 2569 จากผู้ประกอบการ 1,354 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า ความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมลดลงจากเดือนก่อนหน้า หลังภาคการผลิตชะลอตัวจากจำนวนวันทำงานที่ลดลงในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ต้นทุนธุรกิจหลายรายการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมชี้ต้นทุนเพิ่มหลายด้าน

แรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมในเดือนเมษายนไม่ได้มาจากต้นทุนน้ำมันเพียงด้านเดียว แต่เป็นต้นทุนลูกโซ่ที่กระจายไปยังหลายส่วนของธุรกิจ ตั้งแต่ราคาน้ำมันดีเซล ค่าขนส่งภายในประเทศ วัตถุดิบปิโตรเคมี เม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงค่าระวางเรือและค่าประกันภัยขนส่งระหว่างประเทศ

ในเดือนเมษายน 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยอยู่ที่ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 45.32 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 33.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีฐานะติดลบ 62,000 ล้านบาท ทำให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมอีก 20,000 ล้านบาท เพื่อพยุงกลไกดูแลราคาพลังงานในประเทศ

ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับต้นทุนปิโตรเคมี การผลิต และการขนส่ง ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งในฝั่งการผลิตและการกระจายสินค้า

ต้นทุนลูกโซ่บีบ SMEs ตั้งแต่น้ำมันถึงบรรจุภัณฑ์

ผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกดดัน SMEs หนักกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากผู้ประกอบการรายเล็กมีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ต่ำกว่า ซื้อวัตถุดิบในปริมาณน้อยกว่า และมักไม่มีสัญญาระยะยาวที่ช่วยล็อกราคาต้นทุนได้เหมือนบริษัทขนาดใหญ่

SMEs ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีก ค้าส่ง บรรจุภัณฑ์ ก่อสร้าง ขนส่ง และผู้ผลิตชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรม จึงต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นพร้อมกันหลายทาง ทั้งค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าแพ็กเกจจิ้ง ราคาวัตถุดิบ และต้นทุนการเก็บสต็อกสินค้า

ขณะเดียวกัน SMEs จำนวนมากไม่สามารถปรับราคาขายได้ทันที เพราะเสี่ยงเสียลูกค้าในช่วงที่กำลังซื้อยังเปราะบาง ทำให้ส่วนต่างกำไรถูกบีบลงโดยตรง บางรายต้องลดปริมาณสต็อก ชะลอการผลิต เลื่อนแผนลงทุน หรือใช้เงินทุนหมุนเวียนมากขึ้นเพื่อพยุงธุรกิจระยะสั้น

แรงกดดันด้านสภาพคล่องยังสะท้อนจากผลสำรวจที่ผู้ประกอบการกังวลเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อ 32.6% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 34.1% แสดงให้เห็นว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะกำไร แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินสดหมุนเวียนของธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่ต้องใช้เงินสดมากขึ้นในการซื้อวัตถุดิบ เติมน้ำมัน จ่ายค่าขนส่ง และรักษาสต็อกสินค้า

ค่าขนส่งและค่าระวางเรือเพิ่ม กระทบผู้ส่งออกและซัพพลายเชน

นอกจากต้นทุนภายในประเทศ ผู้ประกอบการยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ โดยค่าระวางเรือในเส้นทางการค้าสำคัญปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตก หรือ West Coast ที่เพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

ผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกยังต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น Surcharge และค่าประกันภัยการขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงในตลาดโลก ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกและต้นทุนซัพพลายเชนสูงขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า หรือส่งสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ

เมื่อค่าขนส่งสูงขึ้น ต้นทุนดังกล่าวจะไหลต่อไปยังราคาวัตถุดิบ ราคาสินค้ากึ่งสำเร็จรูป และราคาสินค้าปลายทาง ทำให้ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมต้องรับแรงกดดันต่อเนื่อง แม้ไม่ได้เป็นผู้นำเข้าหรือส่งออกโดยตรง

ผู้ประกอบการกังวลราคาพลังงานสูงสุด 84.6%

รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายน 2569 ระบุว่า ปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ ราคาพลังงาน 84.6% รองลงมาคือ เศรษฐกิจโลก 80.6% เศรษฐกิจภายในประเทศ 74.2% อัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก 46.5% นโยบายภาครัฐ 39.4% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 34.1% และการเข้าถึงสินเชื่อ 32.6%

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 92.8 ลดลงจาก 95.9 ในเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังไม่มั่นใจว่าต้นทุนธุรกิจจะคลี่คลายในระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก วัสดุก่อสร้าง และธุรกิจที่พึ่งพาการขนส่งเป็นหลัก

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อระดับหนี้สาธารณะและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

แรงพยุงเศรษฐกิจจากสงกรานต์และการลงทุนภาคเอกชน

แม้ภาพรวมความเชื่อมั่นจะลดลง แต่เดือนเมษายน 2569 ยังมีปัจจัยสนับสนุนบางส่วน โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมเทศกาลสงกรานต์ที่ช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยคาดว่าสามารถสร้างรายได้มากกว่า 30,350 ล้านบาท ในช่วงวันที่ 11–15 เมษายน 2569 เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ภาครัฐยังออกมาตรการช่วยเหลือภาคการขนส่ง โดยสนับสนุนค่าน้ำมันสำหรับรถบรรทุกไม่ประจำทาง หรือป้ายเหลือง 70 ในอัตรา 6 บาทต่อลิตร ระหว่างวันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 ซึ่งช่วยบรรเทาต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในระยะสั้น

ด้านการลงทุนภาคเอกชนยังมีสัญญาณขยายตัว สะท้อนจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่มีมูลค่ารวม 1.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน เกษตร และอาหาร

ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลการจำหน่ายน้ำมันภายในประเทศของภาครัฐยังช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการ และลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของภาคขนส่งและภาคการผลิตอุตสาหกรรม ขณะที่ Moody’s Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยสู่ระดับ “มีเสถียรภาพ” ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

ส.อ.ท.เสนอรัฐปลดล็อกโซลาร์ ดันเชื้อเพลิงชีวภาพ และช่วย SMEs เข้าถึงทุน

ส.อ.ท.เสนอให้ภาครัฐเร่งขับเคลื่อนกลไกการประชุม กรอ. ส่วนกลาง และ กรอ. พลังงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโจทย์ต้นทุนพลังงานที่กระทบภาคอุตสาหกรรมในวงกว้าง

ข้อเสนอสำคัญคือ การจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ หรือ One Stop Service สำหรับการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ ควบคู่กับการทบทวน ยกเลิก หรือรวมใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อนให้เหลือใบอนุญาตหลัก หรือ Super License เพื่ออำนวยความสะดวก ลดภาระเอกสาร ระยะเวลา และต้นทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ ส.อ.ท.ยังเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E20 และ B10 หรือสูตรอื่น ๆ ให้เป็นพลังงานหลักของภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ผ่านมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อลดต้นทุนพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ

ในส่วนของ SMEs ส.อ.ท.เสนอให้หน่วยงานภาครัฐสนับสนุนระบบ FTI SME Funding Connect เพื่อเป็นกลไกช่วยเชื่อมโยง คัดกรอง และส่งต่อผู้ประกอบการ SMEs ไปยังแหล่งทุนและมาตรการสนับสนุนของรัฐ เพื่อให้ SMEs เข้าถึงมาตรการช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในช่วงที่ต้นทุนธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ ส.อ.ท.ได้รวบรวมผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมและข้อมูลตัวชี้วัดเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมย้อนหลัง 3 ปี จัดทำเป็น Dashboard เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Industry Data Space หรือ iDS เพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนเข้าถึงข้อมูลสำหรับใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://fti.or.th/ids

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :  https://bangkokx.me/industrial-index-march-2026-thailand/

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X