
“ไทย” กำหนดทิศทาง การค้าใหม่ รับมือโลกเปลี่ยน เสี่ยงรอบด้าน บูรณาการข้อค้นพบจาก TDR 2025 สู่กรอบความมั่นคง และศักยภาพการแข่งขันระยะยาว
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ITD ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ UN Trade and Development (UNCTAD) และสมาคมนักเรียนเก่าฮาร์วาร์ดแห่งประเทศไทย จัดเวทีสัมมนาวิชาการนานาชาติหัวข้อ “Navigating Global Trade Shifts: Insights from the UNCTAD Trade and Development Report and Strategic Implications for Thailand”
โดยจัดงาน ณ ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ และผ่านระบบ Hybrid มีผู้เข้าร่วมกว่า 150 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจโลกจากรายงาน Trade and Development Report 2025 (TDR 2025) และกำหนดยุทธศาสตร์การค้าของไทยให้สอดรับกับบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญ
ภายในงานมี ดร.ศุภชัย พาณิชยภักดิ์ อดีตเลขาธิการ UNCTAD และอดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก World Trade Organization กล่าวปาฐกถาพิเศษ ขณะที่สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการ ITD กล่าวต้อนรับ

โลกเผชิญความไม่แน่นอน
“ไทย” กำหนดทิศทาง การค้าใหม่ รับมือโลกเปลี่ยน
ดร.ศุภชัย พาณิชยภักดิ์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจโลก ที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับห่วงโซ่อุปทาน และแนวโน้มใหม่ของการค้าโลก อาทิ trade diversion, friendshoring และ re-globalization ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ดร.ศุภชัยชี้ว่า การทูตเศรษฐกิจในปัจจุบันต้องก้าวข้ามมิติทางการเมืองแบบเดิม ไปสู่การพิจารณาประเด็น geo-strategic economic issues อย่างรอบด้าน พร้อมให้ความสำคัญกับบทบาทของ digitalization ในกรอบความตกลงการค้าระหว่างประเทศ
ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศกำลังพัฒนา หากสามารถปรับตัวด้านเทคโนโลยีและนโยบายได้อย่างทันท่วงที
ในมิติความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก ดร.ศุภชัย ได้ย้ำถึงบทเรียนจากวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่เกิดจากความหละหลวมของการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และเตือนว่าเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังคงเผชิญความผันผวนจากกระแสเงินทุน การขยายตัวของตลาดทุน และการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI ที่พึ่งพาการกู้ยืมสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ได้ หากขาดการบริหารจัดการเชิงนโยบายที่เหมาะสม
ดังนั้น ความยืดหยุ่นทั้งด้านการเงินและการค้าจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ดร.ศุภชัยเสนอว่า ท่ามกลางความท้าทายระดับโลก ประเทศจำเป็นต้องสร้างเสถียรภาพภายในให้เข้มแข็งเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง การลดภาระหนี้ครัวเรือน และการลงทุนด้านสังคม เช่น การศึกษาและสังคมผู้สูงอายุ
รวมถึงการผลักดันนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ที่มุ่งเน้นเทคโนโลยี การเกษตรแห่งอนาคต และการกระจายตลาดและผลิตภัณฑ์ (diversification) เพื่อลดความเปราะบางจากความผันผวนภายนอก
นอกจากนี้ ยังเน้นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการค้า การเงิน และการพัฒนา โดยเฉพาะบทบาทของ Trade Finance ที่ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อสนับสนุนการค้าสินค้าและป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบในภาคการเงิน
ตลอดจนความสำคัญของความร่วมมือทางการเงินระดับภูมิภาค เช่น กลไกความร่วมมือด้านการเงินที่สามารถทำหน้าที่เป็นกันชนต่อวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต

ดร.ศุภชัยสรุปว่า โลกจะไม่กลับไปสู่รูปแบบเดิมของโลกาภิวัตน์ แม้จะมีการปฏิรูปสถาบันพหุภาคี โดยระบบการค้าโลก จำเป็นต้องได้รับการประคับประคอง ผ่านความร่วมมือพหุภาคีที่เข้มแข็ง และควรมุ่งสู่ “development-oriented globalization” หรือโลกาภิวัตน์ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ การค้าแม้จะเป็นกลไกสำคัญของการเติบโต แต่ต้องตอบโจทย์การพัฒนา และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถเชื่อมโยงและยกระดับเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ได้อย่างเข้มแข็งในระยะยาว
สร้างความร่วมมือพหุภาคี
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า TDR 2026 มีความสำคัญอย่างยิ่งและทันต่อสถานการณ์ โดยรายงานได้เน้นย้ำว่า “การค้าและการเงินต้องดำเนินควบคู่กัน” อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก ยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเสริมสร้างความร่วมมือพหุภาคี และบูรณาการนโยบายด้านการค้า การเงิน และการพัฒนาเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย จำเป็นต้องปรับตัว ทั้งในมิตินโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการต่างประเทศ โดยประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการทูตเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากในบริบทปัจจุบัน นโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการต่างประเทศ ไม่สามารถดำเนินแยกส่วนได้อีกต่อไป
แต่ต้องเกื้อหนุนซึ่งกันและกันอย่างบูรณาการ นโยบายการต่างประเทศในปัจจุบัน จึงต้องมีความรอบด้าน ครอบคลุม และเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยการทูตเศรษฐกิจไม่ได้มุ่งเพียงการเปิดตลาดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่น เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ที่นำไปสู่ประโยชน์ต่อประชาชน และความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ในเชิงการดำเนินนโยบาย กระทรวงการต่างประเทศ ได้กำหนดยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจที่มุ่งเน้น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การสร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทย การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ
โดยในด้านการสร้างความเชื่อมั่น ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกทางการค้า การปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย และการยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงด้านความยั่งยืนและสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการสนับสนุนระบบการค้าโลก ที่ยึดกติกาเป็นฐาน และการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ
ในด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ไทยมุ่งวางตำแหน่งเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจ ที่มีความน่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังปรับเปลี่ยน โดยเครือข่ายสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลทั่วโลกจะมีบทบาทเชิงรุก ในการเชื่อมโยงนักลงทุนและพันธมิตรทางเศรษฐกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย
โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธุรกิจสตาร์ทอัพ ให้สามารถเข้าถึงโอกาสใหม่ในตลาดโลก ควบคู่กับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล การบินและโลจิสติกส์ การแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และหุ่นยนต์ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานและทุนมนุษย์
ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศย้ำว่า ความแตกกระจายของระบบเศรษฐกิจโลกก่อให้เกิดต้นทุนที่แท้จริง และไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของการค้าโลกได้โดยลำพัง ประเทศไทยจึงสนับสนุนความร่วมมือพหุภาคี ในรูปแบบเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภูมิภาค และการสร้างหุ้นส่วนกับประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือ ในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือแบบ “Team Thailand” โดยกระทรวงการต่างประเทศ จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้การดำเนินนโยบายด้านการค้า การต่างประเทศ และเศรษฐกิจของไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยการทูตจะช่วยเปิดประตูสู่โอกาส ขณะที่นโยบายการค้าจะช่วยต่อยอด ให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวทิ้งท้ายว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การเติบโตทางเศรษฐกิจ ถูกกำหนดไม่เพียงโดยกลไกตลาดเท่านั้น แต่ยังได้รับอิทธิพลจากภูมิรัฐศาสตร์ และระบบการเงินระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยประเทศกำลังพัฒนา มักได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน
ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และ UNCTAD ยังคงมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ และข้อเสนอเชิงนโยบายที่อิงหลักฐาน สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การค้าและการพัฒนา ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตร่วมกันอย่างมั่นคง ยั่งยืน และครอบคลุมในระยะยาว

กำหนดยุทธศาสตร์ใหม่
ในส่วนของ กระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความแตกแยก ความผันผวน และความไม่แน่นอนในระดับสูง โลกกำลังเผชิญกับภาวะ Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว
อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงยึดมั่นในหลักการ เป็นพันธมิตรทางการค้ากับทุกประเทศ บนพื้นฐานของความเปิดกว้าง ความครอบคลุม และการเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นจุดยืนสำคัญที่ไทยยืนหยัดมาอย่างต่อเนื่องในทุกเวทีระหว่างประเทศ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ไทยมีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ ในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาค แต่ภายใต้สถานการณ์การเบี่ยงเบนทางการค้าของโลก ไทยจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยปัจจุบันไทยให้ความสำคัญ กับการเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การลงทุนด้านดิจิทัล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อรองรับและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต
นอกจากนี้ ไทยได้เดินหน้าขยายความร่วมมือทางการค้า ผ่านความตกลงการค้าเสรี (FTA) อย่างต่อเนื่อง โดยมี FTA ที่ลงนามและมีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ ขณะเดียวกันยังมีความตกลง FTA กับศรีลังกา ภูฐาน และเอฟตา ที่อยู่ระหว่างกระบวนการให้มีผลบังคับใช้
โดยเฉพาะความตกลงกับเอฟตา ซึ่งเป็น FTA มาตรฐานสูง และจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายความร่วมมือทางการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) ในอนาคต รวมถึง FTA ไทย–แคนาดา ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มุ่งเน้นการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อกระแสการค้าโลก เพื่อส่งเสริมการส่งออก
สำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ในภูมิภาคอาเซียน รัฐมนตรีฯ กล่าวว่า กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างโอกาสทางการค้า ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยประเทศสมาชิกตั้งเป้าว่า ภายในปี 2573 มูลค่าการค้าภายในภูมิภาคจะเพิ่มจากประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยในฐานะประธานการเจรจา พร้อมผลักดันและอำนวยความสะดวกให้ความตกลงดังกล่าว เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
“การค้าไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือของทีมไทยแลนด์ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ Trust ถือเป็นเสมือนสกุลเงินตราใหม่ของการค้าระหว่างประเทศ” ศุภจีกล่าว

ความไม่สมดุลการค้า-การเงิน
ผู้แทนจาก UN Trade and Development (UNCTAD) ดร. Anastasia Nesvetailova หัวหน้าสาขานโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการพัฒนา และ ดร.Nicolas Maystre นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากกองยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์และการพัฒนา ได้นำเสนอภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจและการค้าโลก
โดยชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ “ความไม่สมดุลระหว่างการค้าและการเงิน” (Trade-Finance Asymmetry) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากการกระจุกตัวของเงินทุน การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐเศรษฐกิจ และระดับหนี้สาธารณะของประเทศรายได้น้อยที่เพิ่มสูง
โดยกว่า 35 จาก 68 ประเทศอยู่ในภาวะเสี่ยงหนี้ หรือภาวะจมอยู่กับหนี้ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ยิ่งซ้ำเติมต้นทุนทางการเงิน ทำให้ประเทศเปราะบางต้องกู้เงินเพื่อฟื้นฟูจากภัยพิบัติ ส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังลดลง และก่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่าง “หนี้–การเงิน–สภาพภูมิอากาศ” ซึ่งเป็นแหล่งความไม่เสถียรสำคัญของเศรษฐกิจโลกในอนาคต
ที่มาของข้อมูล: https://www.itd.or.th
ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/investment-thai-2568/
