
กลุ่มดุสิตธานี ลุยขยาย โรงแรมใหม่ ทั่วโลก พร้อมขับเคลื่อน แผนเติบโตต่อเนื่องในปี 2569 ปักหมุด เปิดให้บริการโรงแรมใหม่ จำนวนกว่า 1,400 ห้อง ในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งเอเชีย ตะวันออกกลาง และตลาดเกิดใหม่ ที่มีศักยภาพ
หลังจากสร้างสถิติ พัฒนา โครงการโรงแรมในปี 2568 ด้วยการลงนาม ในสัญญาบริหารโรงแรมใหม่รวม 24 แห่ง ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ สะท้อนศักยภาพของแบรนด์ดุสิตธานี ในเวทีสากล และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ต่อกลยุทธ์ การเติบโตนใระยะยาว

ชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2569 เป็นปีที่กลุ่มดุสิตธานี พร้อมที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนแผนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดยมุ่งเน้นการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ด้านยุทธศาสตร์ ในการทำตลาดของบริษัทฯ ทั้งในเอเชีย ตะวันออกกลาง และตลาดเกิดใหม่ ที่มีศักยภาพ
แม้จะต้องเผชิญกับ ความท้าทาย จากปัจจัยรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนทางการเมือง กระบวนการ ด้านกฎระเบียบ ความพร้อม ด้านการก่อสร้าง ตลอดจนปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ในแต่ละประเทศ
กลยุทธ์ดังกล่าว เป็นการต่อยอดความสำเร็จ จากผลการดำเนินงาน ด้านการพัฒนา โครงการโรงแรม ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญารับจ้าง บริหารโรงแรมใหม่ รวม 24 แห่ง
ครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็น จำนวนสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ สะท้อนศักยภาพ มาตรฐานแบรนด์ไทยของกลุ่มดุสิตธานีในเวทีสา
โตสวนทางตลาด
ขณะที่ความสำเร็จดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงที่ อุตสาหกรรมโรงแรมทั่วโลก อยู่ระหว่าง การทบทวน แผนการขยายธุรกิจ จากแรงกดดันด้านต้นทุนการพัฒนาโครงการ ที่เพิ่มสูงขึ้นและความคาดหวัง ของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป
แต่กลุ่มดุสิตธานี ยังคงยึดแนวทาง การเติบโต อย่างมีเป้าหมาย ผ่านกลยุทธ์ที่เน้น ความชัดเจนของแบรนด์ สะท้อนถึง การดำเนินงาน อย่างมีวินัย และ ความสามารถในการนำ โครงการออกสู่ตลาด ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เพื่อสร้างผลตอบแทน ที่มั่นคง และ ยั่งยืน ให้กับเจ้าของโครงการ
แม้ว่า จำนวนการเซ็นสัญญา จะทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่กลุ่มดุสิตธานี ยังคงใช้หลักความระมัดระวัง และ ให้ความสำคัญ กับ คุณภาพของโครงการ มากกว่า การมุ่งขยายจำนวนโรงแรม เพียงอย่างเดียว
โดยบริษัทฯ ปรับกลยุทธ์ หันไปมุ่งเน้น โครงการปรับปรุงอาคารเดิม (Conversion) และโครงการบราวน์ฟิลด์ (Brownfield) ซึ่งมีระยะเวลาการพัฒนาสั้น สามารถสร้างผลตอบแทน ได้เร็วกว่า โครงการกรีนฟิลด์ (Greenfield) แบบดั้งเดิม
ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัว ในการขยายธุรกิจ และการควบคุม คุณภาพการดำเนินงานในแต่ละตลาด

แนวทางดังกล่าว สะท้อนผ่านหลายโครงการ ที่มีทั้งการลงนามสัญญา และ เปิดให้บริการภายในปี 2568 อาทิ ดุสิต โฮเทล เอจี พาร์ค (Dusit Hotel AG Park) เมืองเฉิงตู ประเทศจีน, ดุสิตดีทู เฟย์ดู มัลดีฟส์ (dusitD2 Feydhoo Maldives) และ ทานตะวันเต็นท์แคมป์ (Tantawan Tented Camp) จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย
แสดงให้เห็น ถึงศักยภาพ ของดุสิตธานี ในการดำเนินโครงการ ได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการ รักษามาตรฐานแบรนด์ และการสร้างประสบการณ์ การเข้าพัก ที่สอดคล้องกับ บริบทของแต่ละพื้นที่
กลุ่มดุสิตธานี ลุยขยาย โรงแรมใหม่ ทั่วโลก
เปิดแบรนด์ใหม่ต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างแบรนด์ อย่างต่อเนื่อง ยังเป็นปัจจัยสำคัญ ที่สนับสนุนการเติบโต ในระดับนานาชาติ โดยมีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ๆ ในกลุ่มลูกค้าระดับบน ที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่
แบรนด์ เดวาราณา-ดุสิต รีทรีตส์ (Devarana – Dusit Retreats)
แบรนด์ดุสิต คอลเลคชั่น (Dusit Collection)
และแบรนด์ ดุสิต โฮเทลส์ (Dusit Hotels)
ที่ช่วยขยาย การเข้าถึงตลาด ตั้งแต่กลุ่มลักชัวรี ด้านสุขภาพ โรงแรมลักชัวรี ที่มีเอกลักษณ์ ไปจนถึง กลุ่มลูกค้าระดับบน ตอบโจทย์ความต้องการ ของนักท่องเที่ยว และพันธมิตรด้านการลงทุนได้อย่างเฉพาะเจาะจง มากยิ่งขึ้น
ดังนั้น ปี 2568 ที่ผ่านมา จึงนับได้ว่า เป็นปีแห่งการขยายฐาน ในตลาดสำคัญหลายแห่ง ของกลุ่มดุสิตธานี ไม่ว่าจะเป็น การลงนามในสัญญา รับจ้างบริหาร คาลิวาตู วิลล่าแอนด์เรสซิเดนซ์ – ดุสิต คอลเลคชั่น (Kaliwatu Villas & Residences – Dusit Collection) ซึ่งเป็นโรงแรม แห่งแรกของกลุ่ม ในประเทศอินโดนีเซีย
การต่อยอด ความสำเร็จ ในประเทศญี่ปุ่น ด้วยการลงนาม สัญญารับจ้างบริหาร วี โฮเทล – ดุสิต คอลเลคชั่น (WE Hotel – Dusit Collection) โรงแรม ภายใต้แบรนด์ ดุสิต คอลเลคชั่น แห่งแรกในญี่ปุ่น ในขณะที่ อินเดีย กลายเป็นหนึ่งใน ตลาดการเติบโตหลัก ของดุสิตธานี
โดยมีการลงนาม สัญญารับบริหารโรงแรมใหม่ รวม 6 แห่ง ครอบคลุม ทั้งแบรนด์ ดุสิต คอลเลคชั่น และ ดุสิต ปริ้สเซส ในหลากหลายพื้นที่
เช่นเดียวกับ มัลดีฟส์ ที่บริษัทฯ สามารถขยายแบรนด์ เดวาราณา-ดุสิต รีทรีตส์ ซึ่งเป็นแบรนด์ เวลเนสรีสอร์ท แบบครบวงจร ระดับเรือธง ที่เน้นเรื่องการดูแลด้านสุขภาพ ด้วยการลงนามสัญญา รับจ้างบริหาร เดวาราณา มัลดีฟส์ – ดุสิต รีทรีตส์ (Devarana Maldives – a Dusit Retreat)

รวมถึงในตะวันออกกลาง ที่ดุสิตธานี ขยายการดำเนินงาน สู่ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นครั้งแรก ด้วยการลงนาม สัญญารับจ้างบริหาร ดุสิตโฮเทล อัลอาฮซา (Dusit Hotel Al Ahsa) ภายใน โอเอซิสอัลอาห์ซา แหล่งมรดกโลก ของยูเนสโก
พร้อมๆ กับการขยายธุรกิจ ในฟิลิปปินส์ ที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง ผ่านโครงการ อาศัย คามายา โคสต์ (ASAI Camaya Coast) และ ดุสิต กรีนฮิลส์ มะนิลา(Dusit Hotel Greenhills Manila)
ขณะที่ในประเทศไทย บริษัทฯ ได้ลงนาม ในสัญญารับจ้างบริหาร ดุสิต สวีท ศรีราชา (Dusit Suites Sriracha) และเปิดให้บริการ ทานตะวันเต็นท์แคมป์ (Tantawan Tented Camp) จังหวัดเชียงราย ซึ่งสะท้อน กรอบการดำเนินงาน ด้านความยั่งยืนของกลุ่ม ภายใต้แนวคิด ทรี ออฟ ไลฟ์ (Tree of Life)
ส่งท้ายปี 2568 ด้วยการลงนาม สัญญารับจ้างบริหาร เดอะ สแตรนด์ โฮเทล – ดุสิต คอลเลคชั่น (The Strand Hotel – Dusit Collection) และ อาศัย ย่างกุ้ง (ASAI Yangon) ตอกย้ำ ความเชื่อมั่น ในศักยภาพระยะยาว ของตลาดเมียนมา

กลุ่มดุสิตธานี ลุยขยาย โรงแรมใหม่ ทั่วโลก
อยู่ระหว่างดำเนินการ 50 แห่ง
“ขณะนี้เรามีโรงแรม ที่ลงนามในสัญญา และอยู่ระหว่าง ดำเนินการของกลุ่มดุสิตธานี อีกมากกว่า 50 แห่งทั่วโลก ซึ่งมีกำหนด เปิดให้บริการ ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ด้วยกลยุทธ์สร้างการเติบโต ของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้น การคัดเลือกสินทรัพย์ และทำเลที่เหมาะสม ควบคู่กับการใช้แบรนด์ และความเชี่ยวชาญ ด้านการบริหาร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ในระยะยาว ให้กับพันธมิตรทางธุรกิจ และสร้างผลประกอบการ ที่ยั่งยืน ซึ่งจากแรงส่ง ในปี 2568 ทำให้คาดว่าปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญ ของการเปิดโรงแรมใหม่ ในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เมียนมา ซาอุดีอาระเบีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์
นอกจากนี้ ความสำเร็จ ของโครงการ “ดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค” ซึ่งเป็นโครงการ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แบบผสมผสานขนาดใหญ่ ใจกลางกรุงเทพมหานคร ที่ประกอบด้วย โรงแรมระดับ 5 ดาว ที่พักอาศัย ระดับอัลตร้าลักชัวรี่ พื้นที่สำนักงานระดับพรีเมี่ยม และศูนย์การค้าสุดหรู ก็เป็นอีกหนึ่ง
โครงการสำคัญ ที่สะท้อนศักยภาพ ในการพัฒนา และบริหารโครงการขนาดใหญ่ ที่มีความซับซ้อนของกลุ่มดุสิตธานี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม บมจ.ดุสิตธานีกล่าว
ปัจจุบัน กลุ่มดุสิตธานี มีโครงการในความดูแลทั่วโลกจำนวน 296 แห่ง ใน 18 ประเทศ แบ่งเป็น โรงแรม และรีสอร์ท 58 แห่ง และวิลล่าหรู เพื่อการเช่า 238 แห่ง ครอบคลุม 9 แบรนด์ ตั้งแต่ระดับไลฟ์สไตล์ ไปจนถึง ลักชัวรีเฉพาะตัว
ที่มาของข้อมูล: www.dusit.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/banyan-2/
