
คลัง-แบงก์ชาติ-ก.ล.ต. จับตา การซื้อ-ขาย ทองคำ สินทรัพย์ดิจิทัล รับมือค่าเงินบาทแข็ง หลังตรวจสอบพบ การซื้อ-ขายทองคำ มีมูลค่าสูง ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าสูงถึง 9.4%
จากการที่ สถานการณ์ค่าเงินบาท มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยค่าเงินบาทปิดตลาดวันนี้(23 ธันวาคม 2568) ที่ 31.16 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ แข็งค่าขึ้น 9.81% จากค่าเงินบาทที่ 34.31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568
การแข็งค่าของ ค่าเงินบาท ที่เพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้ มอบหมายให้ ปลัดกระทรวงการคลัง หารือร่วมกับ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และ ตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อติดตาม สถานการณ์ค่าเงินบาท ในปัจจุบัน และ กำหนดแนวทางรองรับ สถานการณ์ ค่าเงินบาท โดยที่ประชุมได้ข้อสรุป ดังนี้

คลัง-แบงก์ชาติ-ก.ล.ต. จับตา การซื้อ-ขาย ทองคำ
1.ตั้งแต่ ต้นปี 2568 เงินบาทแข็งค่า ขึ้น 9.4% เทียบ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ และ แข็งค่าขึ้น ประมาณ 4.2 % ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยมี สาเหตุจาก การอ่อนค่า ของ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลัง นักลงทุน ปรับคาดการณ์แนวโน้ม การดำเนินนโยบายการเงิน ของ ธนาคารกลางสหรัฐฯ และ ปัจจัยเฉพาะของไทย
โดยเฉพาะ การขายเงินตราต่างประเทศ ของ กลุ่มบริษัททองคำ หลังราคาทองคำ ปรับสูงขึ้น เป็นประวัติการณ์ รวมทั้ง การเข้า-ซื้อ ตราสารหนี้ ของ นักลงทุนต่างชาติ ในบางจังหวะ
ปัจจุบัน ปริมาณการซื้อ-ขายทองคำ ในแต่ละวัน มีมูลค่ารวมสูง เพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ จนในบางช่วงเวลา มี ปริมาณการซื้อ-ขายสูง ในระดับที่ ใกล้เคียงกับ ปริมาณ การซื้อ-ขายหลักทรัพย์ ใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
และ ส่งผลให้ กลุ่มบริษัททองคำ เข้าซื้อ-ขาย เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในสัดส่วน ที่สูงขึ้นมาก จนบางครั้ง เกิดการขาย เงินดอลลาร์สหรัฐฯ สุทธิ มากถึง 40-50% ของ ปริมาณ การขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สุทธิ ของ ทั้งประเทศ ในช่วงนั้น ๆ
จึงส่งผลกดดันโดยตรง ต่อค่าเงินบาท ให้แข็งค่าขึ้นเร็ว นำสกุลภูมิภาค และ ผันผวน ไม่สอดคล้อง กับ ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ผลักดัน ให้การซื้อ-ขายทองคำ ไปอยู่ใน สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบต่อ ค่าเงินบาท รวมทั้ง ได้เพิ่มความเข้มงวด ในการทำธุรกรรม เงินตราต่างประเทศ ของ กลุ่มบริษัททองคำ
และให้ กลุ่มผู้ค้าทองคำรายใหญ่ รายงานข้อมูลการทำ ธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำโดยละเอียด อย่างไรก็ดี ผลต่อค่าเงินบาท จากธุรกรรม ของบริษัททองคำ ยังคงสูงต่อเนื่อง

คลัง เตรียมเก็บ ภาษีธุรกิจเฉพาะ กับ การค้าทองคำ ออนไลน์
- สำหรับแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์ค่าเงินบาท ได้ข้อสรุปร่วมกัน ดังนี้
2.1 ให้ กรมสรรพากร พิจารณาแนวทาง การกำหนดให้ ผู้ให้บริการซื้อขายทองคำ ในลักษณะการลงทุน ผ่านแพลตฟอร์ม ออนไลน์ นำส่งข้อมูล ธุรกรรมการซื้อ-ขาย ทองคำดังกล่าวให้แก่ กรมสรรพากร
เช่นเดียวกับ แพลตฟอร์มสินค้า หรือ บริการออนไลน์ ที่มีการนำส่งข้อมูล รายรับ ที่ได้จาก ผู้ประกอบการ ที่ขายสินค้า หรือ ให้บริการ ผ่านแพลตฟอร์ม ให้แก่ กรมสรรพากร ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ อยู่แล้วในปัจจุบัน
2.2 ให้ กรมสรรพากร พิจารณาความเหมาะสม ใน การจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ จากกิจการ ขายทองคำแท่งของ ร้านทอง ผ่าน แพลตฟอร์มออนไลน์
2.3 ให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณา แนวทาง การกำกับปริมาณการทำ ธุรกรรมทองคำ เช่น
การกำหนด เพดานวงเงิน การซื้อ-ขายทองคำ ใน แพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นต้น
จับตา การซื้อ-ขาย สินทรัพย์ดิจิทัล
- ประเด็น ที่มีข้อสังเกตว่า การซื้อขาย USDT ผ่าน ผู้ประกอบธุรกิจ สินทรัพย์ดิจิทัล ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทแข็งค่า
ก.ล.ต. ชี้แจงว่า เป็นความเข้าใจ ที่คลาดเคลื่อน เนื่องจาก ปริมาณธุรกรรม ซื้อ-ขาย USDT รวมถึง ยอดการแลก USD เป็น THB ของ ผู้ประกอบ ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล คิดเป็นเพียง 1.22% และ 0.17% ของยอด FX inflow ซึ่งมีจำนวน 29.1 ล้านล้านบาท ตามลำดับ จึงไม่มีนัยยะต่อค่าเงิน
ในระยะต่อไป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ทั้ง 3 หน่วยงาน จะได้มีการติดตาม สถานการณ์ค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดแนวทาง การบริหารจัดการค่าเงินบาท ที่เหมาะสมต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/economy-2026/
ที่มาของข้อมูล : https://www.fpo.go.th/main/Home.aspx
