เบนซิน ขึ้น 50 สตางค์!
เบนซิน ขึ้น 50 สตางค์!

เบนซิน ขึ้น 50 สตางค์! สภาผู้บริโภคชี้ทางแก้ “ลดภาษีสรรพสามิต” ทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมัน  บรรเทาค่าครองชีพประชาชน

ผู้ประกอบการน้ำมันประกาศปรับราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป ขณะที่สภาผู้บริโภคเสนอให้รัฐบาลทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ โดยเฉพาะการปรับลดภาษีสรรพสามิตและต้นทุนส่วนเกิน เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวน

จากการประกาศของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด ระบุว่า น้ำมันกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 ปรับขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร ขณะที่น้ำมันกลุ่ม E20 และ E85 ปรับลดลง 50 สตางค์ต่อลิตร

สภาผู้บริโภคเสนอรัฐลดภาษี แก้ปัญหาน้ำมันแพง

รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ โดยเฉพาะการปรับลดภาษีสรรพสามิตและต้นทุนส่วนเกินที่ไม่จำเป็น แทนการขึ้นราคาน้ำมัน เพื่อให้กลไกราคาพลังงานมีความเป็นธรรมและช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

ก่อนหน้านี้รัฐบาลมีมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

อย่างไรก็ตาม สภาผู้บริโภคเห็นว่า มาตรการดังกล่าวยังเป็นการใช้เงินจาก กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มาชดเชยราคา ขณะที่ภาครัฐยังคงจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลในอัตราประมาณ 6.92 บาทต่อลิตร

รสนากล่าวว่า ปัจจุบันการตรึงราคาดีเซลต้องใช้เงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันสูงถึง 11.73 บาทต่อลิตร โดยเงินในกองทุนส่วนใหญ่เป็นเงินที่จัดเก็บจากผู้ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินเพื่อนำมาช่วยพยุงราคาดีเซลมาโดยตลอด

เบนซิน ขึ้น 50 สตางค์!

ระบุ โครงสร้างราคาน้ำมันไทยมีต้นทุนส่วนเกิน

รสนาระบุว่า โครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศไทยยังมีต้นทุนหลายส่วนที่อาจทำให้ราคาขายปลีกสูงกว่าที่ควรจะเป็น เช่น การอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปนำเข้าจากตลาดต่างประเทศ ซึ่งรวมค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง รวมถึงต้นทุนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น เอทานอลและไบโอดีเซล ที่มีราคาสูงกว่าน้ำมันพื้นฐาน

ชี้รัฐได้ภาษีสูง ขณะประชาชนแบกรับราคาน้ำมันแพง

“ช่วงที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ที่ประมาณ 60–70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รายได้จากภาษีของรัฐเปรียบเหมือนไขมันส่วนเกินที่ทำให้ประชาชนไม่เคยได้ใช้น้ำมันราคาถูก

เมื่อเกิดวิกฤติสงคราม ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากยังมีต้นทุนส่วนเกินเหล่านี้อยู่ ประชาชนก็จะต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันที่ไม่เป็นธรรมต่อไป” รสนา กล่าว

 

ที่มาของข้อมูล : https://www.tcc.or.th

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/usa-iran-war-09032026/

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X