
วิกฤตพลังงาน กับ อาหารไทย ต้นทุนพุ่ง ทั้งระบบ ในแบบที่มองไม่เห็น เพราะราคาน้ำมันไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้าปั๊ม แต่กำลังไหลเข้าสู่โครงสร้างการผลิตอาหารทั้งห่วงโซ่
ในช่วงที่คนเมืองรับรู้ผลกระทบจากราคาน้ำมันผ่านค่าเดินทางและค่าขนส่ง อีกด้านหนึ่ง วิกฤตพลังงานโลกกำลังทำงานเงียบ ๆ อยู่ในระบบอาหารของไทย ตั้งแต่ต้นทุนปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช เครื่องจักรการเกษตร ไปจนถึงห้องเย็นและระบบกระจายสินค้า
นี่คือภาพที่ถูกฉายชัดในเวทีเสวนา “FOOD WAR: สงคราม พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร” ซึ่งจัดโดยโครงการ “พัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหาร และสุขภาวะของคนเมืองพร้อมระบบการเข้าถึงอาหารปลอดภัยที่สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน ภาคีเครือข่ายด้านอาหารเพื่อสุขภาวะ ร่วมกับมูลนิธิไบโอไทย ที่ ไบเทค บางนา โดยข้อสรุปสำคัญอาจไม่ใช่แค่ “ของจะแพงขึ้น” แต่คือระบบเกษตรไทยกำลังเปราะบางกว่าที่คิด เพราะต้นทุนจำนวนมากยังผูกอยู่กับพลังงานฟอสซิลอย่างแนบแน่น

ต้นทุนเกษตรไทยจำนวนมาก ไม่ได้อยู่ในดิน แต่อยู่ในน้ำมัน ทำให้วิกฤตพลังงานกับอาหารไทย ดันต้นทุนเกษตรพุ่ง
ข้อมูลที่ถูกหยิบขึ้นบนเวทีชี้ว่า การผลิตอาหารในไทยไม่ได้พึ่งแค่แรงงานหรือทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป แต่พึ่งพาพลังงานอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในการปลูกข้าวซึ่งกินพื้นที่กว่า 74.2 ล้านไร่ทั่วประเทศ ต้นทุนจากปุ๋ยเคมีคิดเป็น 29% น้ำมัน 12.9% และสารเคมี 5.4% รวมกันแล้ว ต้นทุนที่โยงกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสูงถึง 47.3% ของต้นทุนทั้งหมด
ภาพเดียวกันยังปรากฏในพืชเศรษฐกิจอื่น ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด อ้อย หรือมันสำปะหลัง ซึ่งต่างมีต้นทุนด้านปุ๋ยและพลังงานฝังอยู่ในระบบการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่พลังงานโลกผันผวน ผลกระทบไม่ได้จบที่ตลาดน้ำมัน แต่จะวิ่งต่อเข้าไปถึงต้นทุนอาหารโดยอัตโนมัติ แสดงถึงความ “ไม่” มั่นคงทางอาหารของไทย
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิไบโอไทย อธิบายตรงไปตรงมาว่า โครงสร้างเกษตรไทยวันนี้ “ผูกติดกับพลังงาน” อย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่เป็นต้นทุนหลักของเกษตรกรจำนวนมาก และเมื่อปุ๋ยจำนวนมากผลิตจากก๊าซธรรมชาติและใช้พลังงานฟอสซิลในกระบวนการผลิต ราคาพลังงานที่ขยับขึ้นจึงส่งแรงสะเทือนตรงมายังต้นทุนภาคเกษตรทันที ภาพของ วิกฤตพลังงานกับอาหารไทย สะท้อนชัดในต้นทุนปุ๋ย

โครงสร้างปุ๋ยนำเข้า 99% คือหัวใจของวิกฤตพลังงานกับอาหารไทย
สิ่งที่น่ากังวลกว่าราคาน้ำมัน คือความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบเกษตรไทย ที่ยังต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีนำเข้าเกือบทั้งหมด หรือราว 99% ของปริมาณที่ใช้ในประเทศ โดยมีสัดส่วนสำคัญมาจากตะวันออกกลาง รวมถึงบางส่วนจากพื้นที่ความขัดแย้งหรือประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในยุโรปตะวันออก
ในทางหนึ่ง ไทยจึงไม่ใช่แค่ประเทศที่ “ซื้อปุ๋ยจากต่างประเทศ” แต่เป็นประเทศที่ฝากต้นทุนอาหารไว้กับภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งเมื่อเกิดสงคราม ความตึงเครียดด้านพลังงาน หรือการสะดุดของเส้นทางการค้า ราคาปุ๋ยในประเทศก็พร้อมจะขยับตามทันที แม้เกษตรกรไทยจะไม่ได้มีส่วนกำหนดอะไรเลยก็ตาม โครงสร้างนี้ทำให้ วิกฤตพลังงานกับอาหารไทย กลายเป็นปัญหาเชิงระบบ
ขณะเดียวกัน ตลาดปุ๋ยในประเทศยังมีลักษณะกระจุกตัวสูง โดยมีผู้เล่นเพียงไม่กี่รายถือครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันเป็นสัดส่วนมาก ทำให้คำถามเรื่องการแข่งขันที่เป็นธรรมและอำนาจต่อรองในระบบปัจจัยการผลิต กลายเป็นอีกประเด็นที่ไม่ควรถูกมองข้ามในภาวะวิกฤตเช่นนี้

ในวิกฤตอาหาร บางคนขาดทุน แต่บางบริษัทกำไรพุ่ง
อีกด้านที่เวทีเสวนาชวนมอง คือวิกฤตอาหารและพลังงานไม่ได้กระทบทุกคนเท่ากัน เพราะในขณะที่เกษตรกรต้องรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยแทบไม่มีอำนาจต่อรอง บริษัทปุ๋ยรายใหญ่ระดับโลกกลับทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงสงครามยูเครน
ข้อมูลผลประกอบการที่ถูกอ้างถึงระบุว่า บริษัทปุ๋ยรายใหญ่ 4 แห่งมีกำไรรวมเพิ่มจาก 2.12 แสนล้านบาทในปี 2564 เป็น 6.29 แสนล้านบาทในปี 2565 หรือเกือบ 3 เท่าในปีเดียว สะท้อนให้เห็นชัดว่า ในระบบอาหารโลกที่ผูกกับพลังงานและวัตถุดิบนำเข้า ความผันผวนไม่ได้สร้างผู้แพ้เพียงอย่างเดียว แต่มันยังสร้างผู้ชนะที่ได้ประโยชน์มหาศาลจากภาวะขาดแคลนและราคาพุ่งด้วย
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ทำไมปุ๋ยแพง” แต่คือ “ใครได้ประโยชน์จากความแพงนั้น” และระบบแบบไหนที่ปล่อยให้ความเสี่ยงตกอยู่กับเกษตรกร ขณะที่ผลตอบแทนกลับไหลไปสู่ผู้ผลิตปัจจัยการผลิตรายใหญ่ในตลาดโลก “ระบบความมั่นคงทางอาหารถูกจัดการอย่างไร?” การจัดการวิกฤติพลังงานกับอาหารจึงกล่าวได้ว่าเป็นการจัดการเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ

แม้ไม่ใช้สารเคมี ก็ยังหนีผลกระทบจากน้ำมันไม่พ้น วิกฤตพลังงานกับอาหารไทย กำลังดันราคาอาหารทั้งระบบ
ผลกระทบจากพลังงานแพงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เกษตรเคมี เพราะแม้แต่เกษตรอินทรีย์ที่พยายามลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกแล้ว ก็ยังไม่อาจแยกตัวออกจากต้นทุนน้ำมันได้ทั้งหมด
นางกนกพร ดิษฐ์กระจัน ประธานกลุ่มวิสาหกิจส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี สะท้อนว่า แม้กลุ่มจะไม่ใช้สารเคมี แต่ก็ยังต้องใช้น้ำมันสำหรับสูบน้ำ และยังต้องแบกรับต้นทุนขนส่งผักเข้าสู่ตลาดเมืองอยู่ดี นั่นทำให้คำว่า “เกษตรทางเลือก” ไม่ได้แปลว่าหลุดพ้นจากโครงสร้างพลังงานที่ครอบอยู่บนระบบอาหารทั้งหมด
สิ่งที่น่าสนใจคือการปรับตัวของกลุ่มไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยีราคาแพง แต่เริ่มจากการออกแบบระบบใหม่ เช่น การขายแบบพรีออเดอร์สัปดาห์ละครั้งเพื่อลดรอบขนส่ง ซึ่งช่วยลดต้นทุนน้ำมันได้จริง และเปิดทางให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารในราคาที่เป็นธรรมมากขึ้น
ในอีกความหมายหนึ่ง นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญว่า การลดความเปราะบางของระบบอาหาร ไม่ได้มีคำตอบอยู่แค่ในตลาดโลกหรือมาตรการรัฐ แต่ยังอยู่ในระดับชุมชนที่ค่อย ๆ ลดการพึ่งพาของภายนอกลงทีละส่วนด้วย โดยก่อนหน้านี้ BangkokX เคยวิเคราะห์ประเด็นวิกฤตพลังงานในข่าวบทความวิเคราะห์อุตสาหกรรมพลาสติก 
ถ้าไม่แก้โครงสร้าง วิกฤตนี้จะกลับมาอีกแน่
ข้อเสนอจากเวทีเสวนามีตั้งแต่มาตรการระยะสั้น เช่น การจัดเก็บภาษีลาภลอยจากธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากวิกฤต การควบคุมการกักตุนปุ๋ย ไปจนถึงการหนุนตลาดเกษตรอินทรีย์ท้องถิ่นให้เป็นทางเลือกที่เข้มแข็งขึ้น
แต่ในระดับลึกกว่านั้น ประเด็นที่ถูกโยนกลับมาคือ ประเทศไทยจะยังยอมให้ระบบอาหารทั้งระบบผูกอยู่กับพลังงานฟอสซิลและการนำเข้าต่อไปหรือไม่ เพราะตราบใดที่ต้นทุนอาหารยังขึ้นกับน้ำมัน ขึ้นกับก๊าซ และขึ้นกับปุ๋ยจากต่างประเทศ วิกฤตลักษณะนี้ก็พร้อมจะย้อนกลับมาได้ทุกครั้งที่โลกเกิดแรงสั่นสะเทือนใหม่
คำเตือนจากเวทีจึงอาจสรุปได้ง่ายกว่าที่คิด สะท้อนความจริงว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเกษตรกร แต่คือเรื่องของทุกคนที่ต้องกิน และทุกคนที่ยังเชื่อว่าความมั่นคงทางอาหารเป็นเรื่องไกลตัว จึงต้องการคำตอบที่ชัดเจนว่าปัญหาเชิงระบบจาก วิกฤตพลังงานกับอาหารไทย จำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน
วิกฤตพลังงาน กับ อาหารไทย ต้นทุนพุ่ง
ในภาพใหญ่ วิกฤตพลังงานกับอาหารไทยไม่ใช่เพียงผลกระทบระยะสั้น แต่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาพลังงานและการนำเข้าอย่างหนัก เมื่อพลังงานกลายเป็นต้นทุนหลักของระบบอาหารตั้งแต่การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการจัดเก็บ ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจึงส่งผลต่อราคาอาหารและค่าครองชีพของผู้บริโภคโดยตรง
สถานการณ์นี้ทำให้วิกฤตพลังงานกับอาหารไทยกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ หากไม่มีการปรับโครงสร้างให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งในระดับนโยบายและการผลิต วิกฤตลักษณะนี้จะเกิดซ้ำทุกครั้งที่พลังงานโลกผันผวน และจะกดดันต้นทุนอาหารของคนไทยในระยะยาว
ข้อมูลเพิ่มเติมจากมูลนิธิไบโอไทย (https://biothai.net/)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/domestic-rise-fti-plastic/
