
เมื่อ โลก สลับขั้ว ไทย จะอยู่ อย่างไร? เป็นคำถามที่ ผู้เขียนเชื่อว่า ผู้นำของหลายประเทศ และ ผู้บริหารภาคธุรกิจ ทุกแห่ง กำลังตั้งคำถาม กับ ตัวเอง ในวันที่ “โลก” เปลี่ยนไป จากโลกที่มีกติกา ในการอยู่ร่วมกัน มาสู่ “โลก” ที่แบ่งขั้วอำนาจหลายขั้ว (Multipolar Transition)
ครีเอเตอร์
BangkokX
หลังจากที่ประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา ได้เปลี่ยนกฎกติกาโลก ตั้งแต่การเข้าไปจับประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ในปี 2568 และ การถล่มประเทศอิหร่านสังหาผู้นำสูงสุดของอิหร่าน “กติกาโลก” ก็ถูกเปลี่ยนไป อย่างสิ้นเชิง
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ได้กระทบเพียงขอบเขตทางภูมิรัฐศาสตร์ ทางการเมืองเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพราะการโจมตีแต่ละครั้งของสหรัฐอเมริกา เป้าหมายสูงสุดคือ ทรัพยากรน้ำมัน ของแหล่งผลิตสำคัญในประเทศเวเนซุเอลา และ ตะวันออกกลาง
ความเชื่อมโยงของปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ทันทีที่ สหรัฐอเมริกา อิสราเอล โจมตี อิหร่าน ราคาน้ำมันปรับตัวพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว แตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ บาร์เรล ราคาทองคำผันผวน ตลาดหุ้นทั่วโลกปั่นป่วน
มีคนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทันที
รัฐบาลหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย ต้องเข้าสู่โหมดของการบริหารประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจแบบฉุกเฉิน โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในทุกภาคการผลิต เพราะเป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่สำคัญในกระบวนการผลิตไฟฟ้า ไปจนถึงการขนส่งสินค้า
เรียกว่า ส่งผลกระทบกับกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
เมื่อ โลก สลับขั้ว ไทย จะอยู่ อย่างไร ?
เป็นคำถามที่ปรากฏทั้งจากบรรดากูรูด้านเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และ ประชาชนทั่วไป เพราะ ประเทศไทย ไม่ได้เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมัน เกือบ 90% ของน้ำมันที่ใช้ในประเทศเป็นการนำเข้า
โดยข้อมูลจาก กรมธุรกิจพลังงาน ระบุว่า ประเทศไทย นำเข้าน้ำมันเฉลี่ยวันละประมาณ 1ล้านบาร์เรล ต่อวัน หรือ สูงถึง 100 ล้านบาร์เรลต่อปี เฉพาะปี 2568 มีการนำเข้าเชื้อเพลิงมีมูลค่าสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท โดยแหล่งนำเข้าน้ำมันหลักมาจากตะวันออกกลาง
สถานการณ์แบบนี้ ผู้เขียนไม่แปลกใจ เมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันในประเทศโดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นน้ำมันที่ใช้ในกระบวนการผลิตและการขนส่งถึงขึ้นไปอย่างรวดเร็ว แตะระดับ 50.54 บาทต่อลิตร ในช่วงเวลาเพียงเดือนเศษ หลังจากเกิดสงคราม หรือปรับสูงขึ้นถึง 68% จากราคาน้ำมันในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ราคาน้ำมันอยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร
ผู้เขียนได้มีโอกาสคุยกับผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลายท่าน เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกคนบอกตรงกันว่า เป็นปีที่สาหัส ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคาปรับขึ้นไม่ได้ เพราะกำลังซื้อไม่มี
นอกจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้ว ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต การส่งออก ต่างเผชิญปัญหาเดียวกัน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะชะลอตัว การจ้างงานลดลง แต่เงินเฟ้อสูงขึ้น (inflation) คือ ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนที่สูงขึ้น(Cost Push)
แต่กำลังซื้อและรายได้ของคนลดลงหรืออยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า Stagflation ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจมีความผิดปกติและร้ายแรง เกิดจากการผสมผสานระหว่าง เศรษฐกิจชะลอตัวหรือหยุดชะงัก(Stagnation) อัตราเงินเฟ้อสูง(Inflation) จากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ขณะที่ กำลังซื้อของภาคประชาชนลดลง
โดยสรุปคือ หลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ตกเป็น “เหยื่อ” ของสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร ?
เป็นคำถามที่ผู้เขียนเชื่อว่า ตอนนี้ ทั้งผู้นำประเทศ ผู้บริหารองค์กร รวมทั้งประชาชนทั่วไป ต่างตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร?”
สั้นและง่ายที่สุดคือ “ต้องปรับตัว”
แต่จะปรับตัวอย่างไร ในสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้ผู้เขียนนึกถึงคำกล่าวของ Alan Miltz ผู้ก่อตั้ง Cash Flow Story บริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ และ เครื่องมือวิเคราะห์ทางการเงิน (Financial Analysis Software) และ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและกูรูธุรกิจชาวออสเตรเลีย ที่ กล่าวไว้ว่า
“Revenue is vanity, profit is sanity, but cash is king.” รายได้คือความภูมิใจ กำไรเป็นเรื่องสมเหตุสมผลแต่ เงินสดคือทุกสิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ธุรกิจ และ ประชาชน ในสถานการณ์แบบนี้ คือต้องมี “เงินสด” ที่เพียงพอต่อการรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ในแง่ของภาครัฐ ต้องมี “เงินสด หรือ เงินงบประมาณ” ที่เพียงพอที่จะกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ เพื่อให้เครื่องยนต์การบริโภคภายในประเทศ เข้ามากระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในภาวะที่ การลงทุน การส่งออก ชะลอตัว
ในส่วนของภาคธุรกิจ ต้องมีกระแสเงินสดที่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ ไปพร้อมกับการหาตลาดใหม่ หาโอกาสที่จะก้าวข้ามจากน่านน้ำที่มีการแข่งขันสูง (Red Ocen) ไปสู่ น่านน้ำใหม่ที่มีโอกาสทางธุรกิจมากกว่า(Blue Ocean)
ภาคประชาชน นาทีนี้ ต้องไม่เป็นหนี้ และ เก็บเงินสดใหเพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี
อันนี้เป็นคาถาแรก ที่ผู้เขียนเชื่อว่า ถ้าทุกคนมีเงินสด อย่างน้อยจะก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปได้
ทฤษฏี ตะกร้าหลายใบ
คาถาที่สอง สำหรับการเป็นผู้รอด คือ การวางยุทธศาสตร์ประเทศใหม่ จากการพึ่งพาแหล่งพลังงานเพียงแหล่งเดียว หรือ การตลาดที่เจาะกลุ่มลูกค้าไม่กี่ประเทศ ต้องทำธุรกิจโดยใช้ทฤษฏีตะกร้าหลายใบ (Don’t Put all your eggs in on basket)
ทฤษฎี ตะกร้าหลายใบ เป็นทฤษฎี ที่ถูกออกแบบให้กระจายความเสี่ยงขั้นพื้นฐานในการลงทุนไปในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เพื่อสร้างสมดุล เมื่อตะกร้าใบหนึ่งเสียหายไป ยังเหลืออีกหลายใบ ที่จะช่วยลดความผันผวนที่เกิดขึ้น
ทฤษฎีนี้ ในแง่ของประเทศ คือ ต้องไม่พึ่งพิงประเทศใดประเทศหนึ่ง เมื่อปัจจุบันโลกแบ่งขั้วอำนาจออกเป็นหลายขั้ว นโยบายด้านการต่างประเทศของเราก็ต้องเชื่อมโยงกับทุกขั้วอำนาจ เพราะ ไทย เป็นประเทศเล็ก เราต้องวางกลยุทธสร้างพันธมิตรและเครือข่ายที่ดีกับทุกขั้วอำนาจ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทย ก็มียุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศที่ชัดเจน เรื่องความเป็นกลาง ไม่อิงกับประเทศใดประเทศหนึ่ง
นอกจากยุทธศาสตร์ด้านการเมืองแล้ว ยุทธศาตร์ด้านเศรษฐกิจก็ต้องใช้ยุทธศาสตร์เดียวกันคือ สร้างเครือข่ายและโอกาสธุรกิจกับทุกประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันทางการค้าที่กำลังเป็นกระแสหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกภูมิภาค เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และ กลุ่มประเทศ ในปัจจุบัน
ภาคธุรกิจก็เช่นกัน ต้องบริหารองค์กร แบบมีตะกร้าหลายใบ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับภาคประชาชน ที่การหารายได้จากการเป็นพนักงานที่มีความเสี่ยงที่จะถูกออกจากงานได้ตลอดเวลา ต้องสร้างอาชีพที่ 2, 3, 4 ฯลฯ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเลิกจ้างหรือรายได้ลดลง รวมถึง การบริหารจัดการหนี้ส่วนบุคคลให้เบาที่สุด
และที่สำคัญที่สุดคือ การปรับตัวรับกับเทคโนโลยี ที่เข้ามามีบทบาทสนับสนุนและส่งเสริมการลดต้นทุนการบริหารจัดการประเทศ ไปจนถึงการบริหารจัดการธุรกิจ และ การบริหารจัดการส่วนบุคคล
ผู้เขียนเคยอ่านหนังสือเรื่อง “คลื่นลูกที่สาม” ที่พูดถึง เทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้คือ การเข้าสู่คลื่นลูกที่ 5 หรือ 6 ผู้เขียนไม่แน่ใจ แต่ การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) เป็นส่วนหนึ่งของการพลิกโฉมโลกเศรษฐกิจ ธุรกิจ และ การใช้ชีวิตของผู้คน
สุดท้ายแล้ว ไทย จะอยู่ อย่างไร? ในวันที่ โลก ไม่เหมือนเดิม ที่สั้นและง่ายที่สุดคือ ไทย ต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากการพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น แล้ว ต้องสร้างเครือข่ายแบบMulti Relation กับทุกขั้วอำนาจ ในโลก เพื่อสร้างสมดุล โดยเฉพาะการใช้เวทีอาเซียน เป็นเวทีในการเชื่อมโยง ไทย และ อาเซียน เข้ากับเศรษฐกิจโลก โดยเชื่อมโยงกับทุกขั้วอำนาจในโลก
เพราะนับจากนี้ โลก ไม่เหมือนเดิมแล้ว อย่าไปหวังพึ่งกติกาเดิม เพียงแต่ ไทย ยังเล็กเกินไปที่จะสร้างกติกาใหม่ เราจึงทำได้เพียง สร้างยุทธศาสตร์ชาติ ที่เชื่อมโยงไปกับ ทุกขั้วอำนาจที่เกิดขึ้นในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
เพราะโลกเดิม ที่ “ปกติ” มันจะไม่กลับมาอีกแล้ว!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/energy-expensive-thailand/
ที่มาของข้อมูล : https://www.energy.go.th/th
