
“พาณิชย์” เดินหน้า 3 ยุทธศาสตร์ เสริมรายได้-สร้างตลาด-ลดค่าครองชีพ มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศมูลค่า ( Value-Based Economy ) สร้างความเชื่อมั่น ภาคเอกชน และ ประชาชน ให้ได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา Thailand Economic Outlook 2026 “Out of The Trap” หัวข้อ “Thailand’s Opportunities & Challenges” ว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนด 3 ยุทธศาสตร์ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ของโลกในปัจจุบัน ที่ มีการกระจายห่วงโซ่อุปทาน ลดการพึ่งพา(De-globalization) การให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ(De-Carbonization) การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัล และ ปัญญาประดิษฐ์(AI) ในการขับเคลื่อนธุรกิจ และ โครงสร้างประชากรที่ก้าวสู่สังคมสูงวัย (Demographics)
3 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย
ยุทธศาสตร์ที่ 1 เสริมรายได้ โดยเฉพาะภาคเกษตร
ปีนี้ไทยมีข้าวราว 25.8 ล้านตัน โดยมีข้าวหอมมะลิ 6.8 ล้านตัน ซึ่งตลาดรองรับได้ดี ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
แต่ยังมี สต๊อกข้าว 1.8 ล้านตันที่ ต้องบริหาร ให้ได้ราคาดีที่สุด กระทรวงพาณิชย์ ได้ออก โครงการลดต้นทุนเกษตรกร เช่น
โครงการธงเขียว ลดราคาปุ๋ย พร้อมดูแล สมดุลอุปสงค์–อุปทาน (Demand–Supply) เพื่อดูดซับผลผลิต ส่วนเกิน และ ช่วยให้ราคาข้าว อยู่ในระดับเหมาะสม
ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างและขยายตลาดใหม่
ปัจจุบันไทย มี FTA แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ ซึ่งอยากให้ ผู้ประกอบการ ใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น และเพิ่งลงนาม กับ กลุ่ม EFTA (ยุโรป 4 ประเทศ: สวิตเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ ลิกเตนสไตน์) ซึ่งถือเป็น ก้าวสำคัญ ในการเจรจา กับ ประเทศที่มีมาตรฐานสูง
และ ยังเป็นต้นแบบ ไปสู่ การเจรจา FTA กับ สหภาพยุโรป (EU) ที่ กระทรวงพาณิชย์ กำลังเร่งเจรจา
รวมทั้ง FTA ไทย–เกาหลีใต้ ที่จะเกิดผลเป็น รูปธรรม ภายในต้นปีหน้า โดยภาครัฐจะกระตุ้นให้ภาคเอกชนใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่ให้มากขึ้น
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ มีแผนจัด Trade Mission เจาะตลาดที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และ ลาตินอเมริกา โดยทำ การบ้านล่วงหน้า ร่วมกับ ภาคเอกชน เพื่อให้ สินค้าตรงกั บความต้องการ ของตลาดเป้าหมาย ทั้งด้าน คุณภาพ ขนาด และ บรรจุภัณฑ์
ยุทธศาสตร์ที่ 3 ลดค่าครองชีพประชาชน
จัดโครงการธงฟ้า กว่า 1,300 ครั้ง ทั่วประเทศ โดยปีนี้ จะขยายสู่พื้นที่ ชายแดน 7 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบ จากปัญหาชายแดน เพื่อช่วย ประชาชน ลดค่าครองชีพ
พร้อมเปิดความร่วมมือใหม่ กับ สมาคม โรงพยาบาลเอกชน เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ด้านราคายา โดยประชาชนสามารถเลือกซื้อ ยาภายนอก โรงพยาบาล ได้ในราคามาตรฐาน ซึ่งคาดว่า จะช่วยลด ภาระค่าครองชีพ ด้านยาได้กว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยังจับมือกับ ไปรษณีย์ไทย และ พาณิชย์จังหวัดทั่ วประเทศ ผลักดัน สินค้าชายแดนและสิ นค้าชุมชน เข้าสู่ตลาดของขวัญ ปลายปี ผ่านการออกแบบ บรรจุภัณฑ์ใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่ม ให้เศรษฐกิจฐานราก
“พาณิชย์” เดินหน้า 3 ยุทธศาสตร์ 7 นโยบาย
รมว.พาณิชย์ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เติบโตเฉลี่ย ปีละ 5% แต่ปัจจุบันลดเหลือ ราว 2% และคาดว่าปี 2568 จะเติบโตเพียง 1.8–2.3%
พร้อมเตือนว่า เงินเฟ้อทั่วไป ติดลบต่อเนื่อง เป็นเดือนที่ 6 ที่ -0.76% ในเดือนกันยายน 2568 ซึ่งอาจนำไปสู่ ภาวะเงินฝืด หากไม่เร่งกระตุ้น กำลังซื้อภายในประเทศ
แนวคิดหลัก ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของกระทรวงพาณิชย์ คือ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ และ 7 นโยบาย Quick Big Win เพื่อเสริมรายได้ให้เกษตรกร สร้างตลาดใหม่ และลดค่าครองชีพประชาชน
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ให้ “หลุดจากกับดัก” ต้องอาศัย การปรับแนวคิด และ โครงสร้างเศรษฐกิจ ครั้งใหญ่บน 3 หลักการสำคัญ ได้แก่
1.Demand-Driven Economy แทน Supply-Driven Economy ไทย ต้องปรับ จากการผลิต ตามกำลัง (Supply) ไปสู่ การผลิต ตามความต้องการ ของตลาด (Demand)
โดยใช้ ข้อมูลเชิงลึก (Market Intelligence) และ เทคโนโลยีดิจิทัล มาวิเคราะห์ พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อให้ การผลิตสินค้า และ บริการ ตอบโจทย์ ตลาดจริง โดยเฉพาะ ตลาดใหม่ใ นต่างประเทศ
2.ไทยต้องพัฒนา อุตสาหกรรมอาหารสู่ “อาหารอนาคต” (Future Food) เช่น อาหารสุขภาพ อาหารโปรตีนทางเลือก และ อาหารฟังก์ชัน ที่สอดคล้องกับ แนวโน้ม ความยั่งยืนของโลก (Sustainability)
พร้อมสร้าง Value Chain ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
3.Technology Transformation & Digital Empowerment การนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ยกระดับทุกมิติของการค้า ตั้งแต่การผลิต การกระจายสินค้า ไปจนถึง การให้บริการภาครัฐ เช่น
แพลตฟอร์ม “MOC+” (+ คือ ประชาชน) ที่กระทรวงพาณิชย์กำลังพัฒนา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้สะดวก โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ
ศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดแข็งของประเทศไทย คือ ที่ตั้งซึ่งสามารถใช้เป็น ฐานการผลิต และ กระจายสินค้าได้ทั่วภูมิภาค และ ด้วยเครือข่าย FTA ที่ครอบคลุม จึงเป็นโอกาสสำคัญ ในการดึงดูด นักลงทุน และ ขยายการค้า การลงทุนในอนาคต
ไทยต้องใช้จุดแข็งนี้ ให้เต็มที่ ผสานกับ องค์ความรู้ และ การนำเทคโนโลยี มาช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ให้ก้าวออกจาก กับดักรายได้ปานกลาง มุ่งสู่ประเทศที่ขับเคลื่อนด้วย Value-Based Economy เน้นนวัตกรรม และ คุณค่าอย่างแท้จริง โดยรัฐบาล พร้อมสร้าง ความเชื่อมั่น ภาคเอกชนได้รับโอกาส และประชาชนได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน ศุภจี กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/energy-ministry-09102025/
ที่มาของข้อมูล : https://www.moc.go.th/th/page/item/index/id/1
